www.facebook.com/kuunepage

..... คูเน่ คู่ครัว คู่มื้อสุขภาพ คู่คุณ

คูเน่ นวัตกรรมเครื่องปรุงครบรส จากธรรมชาติเพื่อสุขภาพ

.

Search This Blog

Translate

คุ้มค่าด้วยคุณค่า เติมสุขเสริมสุขภาพ ใช้ปรุงอาหาร หรือชงดื่มเพื่อสุขภาพ หอมชงปานะ

นวัตกรรมเครื่องปรุงครบรสเพื่อสุขภาพ ผลงานวิจัยดีเด่น ม.เกษตรฯ ผลิตจากหอมหัวใหญ่ เข้มข้น 3 เท่า ช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อโรคอ้วน ความดัน เบาหวาน หัวใจ สารก่อมะเร็ง ช่วยชะลอความชรา
อีกทั้งช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ (อนุภาคหอมหัวใหญ่จะเกาะตัวกันตามธรรมชาติ โดยปราศจากสารเคมีป้องกันการเกาะตัว)

Monday, July 21, 2014

ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ Kuu Ne Fit & Firm

จากความร่วมือภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร โดย ผศ.ดร.พิสิฏฐ์  ธรรมวิธี  สถาบันค้นคว้าพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ บริษัท ปกธนพัฒน์ จำกัด  ได้ต่อยอดงานวิจัยแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร สู่อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ Kuu Ne - Fit & Firm สกัดจากพืชธรรมชาติ 5 ชนิด อุดมด้วยแร่ธาตุและวิตามินรวม 8 ชนิด เพื่อประโยชน์ในการ ควบคุมน้ำหนัก ลดไขมัน ควบคุมระดับน้ำตาล เร่งการเผาผลาญ และมีสุขภาพที่ดี
                                      ผศ.ดร.พิสิฏฐ์ ธรรมวิถี และ คุณคมชาญ  เอกเตชวุฒิ
                     ร่วมต่อยอดงานวิจัยแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร สู่อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ


ซึ่งได้ผ่านช่วงของการทดลองพืชไร่ทางการเกษตรหลายชนิด จึงได้กลุ่มพืชประเภท ชาเขียว ถั่วขาว กระเทียม หอมหัวใหญ่ และรกพริก และทำการพัฒนากระทั่งทดสอบผลิตภัณฑ์จนเป็นที่พอใจ ด้วยวิตามิน เอ บี ซี แคลเซียม เหล็ก และแร่ธาตุสารอาหาร  Capsaicin, Allicin & Flovonoids, L'amylase ที่มีประโยชน์ส่งผลดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะการควบคุมน้ำหนัก ลดไขมัน  ควบคุมระดับน้ำตาล เร่งการเผาผลาญ สกัดจากธรรมชาติ 100%  ผ่านการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ บริษัท ห้องปฏิบัตการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด Central Laboratory (Thailand)



1 ขวด ขนาด 400 mg x 60 Capsules  รับประทานครั้งละ 2 เม็ด หลังอาหารเช้าและเย็น
สำหรับผู้ที่รอบเอวต่ำกว่า 40" รับประทาน 2 เดือน ( 4 ขวด) มากกว่า 40" รับประทาน 3 เดือนขึ้นไป

ไม่ทำให้เกิดอาหารโยโย้ ขับถ่ายทั้งวัน และกล้ามเนื้ออ่อนแรง

คำเตือน  1. เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน
2.  อาจทำให้รู้สึกความรู้สึกอุ่นๆในกระเพาะอาหาร
3.  การดูดซึมและการควบคุมน้ำตาลอาจทำให้รอบของการขับถ่ายยืดออกไป


หนึ่งในกลุ่มทดสอบติดตามให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์ คูเน่ ฟิต แอนด์ เฟิร์ม




ราคาจำหน่าย ขวดละ 890.-    4 ขวด 3,560.-
                  พิเศษ ช่วงแนะนำผลิตภัณฑ์ 4 ขวด 3,000.-
                       (ราคานี้ยังไม่รวมค่าขนส่งไปรษณีย์ภัณฑ์ลงทะเบียนจำนวน 100.-)

                              สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คมชาญ 086-791 7007  Line Id : OatEcho

นิตยสาร ข่าวสารมุสลิม Halal Kuu Ne ผงปรุงรสเพื่อสุขภาพ และหนังสือพิมพ์ มติชน เรดดี้ ทูโชว์ ผงปรุงรสจากหอมหัวใหญ่

ทีมงาน #นิตยสารข่าวสารมุสลิม ได้มาทำข่าวสัมภาษณ์ บริษัท ปกธนพัฒน์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ผงปรุงครบรสเพื่อสุขภาพ ไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ ปลอดสารเคมี ธรรมชาติ 100%


ภายใต้แบรนด์ Kuu Ne  จัดพิมพ์ลงเล่มตีพิมพ์วางตลาดในเดือน รอมฎอน 2014  ฉบับที่ 128 จัดพิมพ์เป็นสองภาษา ไทย และ ยาวี วางจำหน่ายทั่วไป จนถึงพื้นที่ชายแดนสามจังหวัดภาคใต้ มาเลเซีย อินโดนีเซีย #กลุ่มชาวมุสลิม #กลุ่มผู้บริโภคอาหารฮาลาล โดยคุณคมชาญ เอกเตชวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปกธนพัฒน์ จำกัด ในการต้อนรับ พร้อมกับมอบ Kuu Ne คูเน่ ผงปรุงครบรสเพื่อสุขภาพ และ เสื้อ T-Shirt ตรา Kuu Ne คูเน่  จำนวนหนึ่งเพื่อใช้เป็นประโยชน์ต่อไป และขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้


หนังสือพิมพ์คุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศ มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557  ได้ตีพิมพ์ #บทความเรดดี้ทูโชว์  โดยคุณชุติมา สิริทิพากุล นักข่าว  เกี่ยวกับ #ผงปรุงรสจากหอมหัวใหญ่  ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้กับบุคคล องค์กร หรือหน่วยงานที่มีความสามารถคิดค้นนวัตกรรม หรือ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่นเดียวกับ Kuu Ne คูเน่ ... โภชนาการคุณค่า เพื่อชีวิตที่ยืนยาว


  


Monday, July 14, 2014

'Kuu Ne' คูเน่ ปรุงรสอร่อย เสริมสุขภาพดี

'Kuu Ne' คูเน่ ปรุงรสอร่อย เสริมสุขภาพดี
    ในอุตสาหกรรมอาหาร ผลิตภัณฑ์ผงปรุงรสนับเป็นเซกเมนต์หนึ่งที่มีการแข่งขันกันสูงมาก เห็นได้จากผงปรุงรสแบรนด์ต่างๆ ที่วางจำหน่ายอยู่มากกว่า 100 แบรนด์ในท้องตลาด ซึ่งนอกจากรายใหญ่ๆ ที่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดแล้ว ก็ยังมีแบรนด์เล็กๆ จำนวนมากที่ต้องสร้างความแตกต่างและงัดเอาจุดเด่นของผลิตภัณฑ์มาประชันเพื่อ


ดึงดูดผู้บริโภค ซึ่งแบรนด์ คูเน่ผลิตภัณฑ์ปรุงรสแบรนด์หนึ่งที่มีจุดเด่นไม่เหมือนใคร คือปลอดสารเคมี และเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ 100%  การันตีได้จากรางวัล 10 สุดยอดธุรกิจนวัตกรรมประจำปี 2556 และผ่านเข้ารอบ 4 ทีมสุดท้ายในการแข่งขัน True Innovation Awards The New Era 2014  แบรนด์นั้นก็คือ "Kuu Ne" คูเน่นั่นเอง
    โดย #คมชาญ เอกเตชวุฒิ   กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปกธนพัฒน์ จำกัด  #ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรุงรสจากหัวหอมแบรนด์ "Kuu Ne" คูเน่ เล่าย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจว่า  เนื่องจากกระแสการตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ที่หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้นในปัจจุบัน ประกอบกับได้มีโอกาสเห็นงานวิจัยผงปรุงรส จากหอมหัวใหญ่ของภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 จากการประกวดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร (Food Innovation Contest) สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารแห่งประเทศไทยประจำปี 2552 จึงมองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจด้วย การนำงานวิจัยมาต่อยอดเพื่อผลิตและวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์เพื่อตอบรับความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ   พร้อมกับได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ อาทิ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (มหาชน) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมการส่งออก รวมถึงยังได้รับเครื่องหมายรับรอง GMP, อย. และฮาลาล   และหวังให้  "Kuu Ne" คูเน่ #เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการปรุงรสอาหาร ทั้งการต้มน้ำซุป ผัด แกง หมัก ยำ รวมถึงของทอดต่างๆ
    คมชาญ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่เลือกใช้หอมหัวใหญ่เป็นวัตถุดิบนั้น เนื่องจากมีคุณสมบัติ #เป็นทั้งอาหารและยาอายุวัฒนะ #อุดมไปด้วยธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม กำมะถัน ซีลีเนียม เบตาแคโรทีน กรดโฟลิก และฟลาโวนอยด์เควอเซทิน #มีคุณประโยชน์มากมายทั้งลดคอเลสเทอรอลและความดันเลือด #ลดปริมาณน้ำตาลในเลือด #ลดอาการภูมิแพ้และหอบหืด ขณะที่แมกนีเซียม เป็นธาตุที่มีความสำคัญในการสร้างคอมพลีเมนต์ #มีความสำคัญในการทำลายเซลล์มะเร็งและกำจัดไวรัส นอกจากนี้ในหอมหัวใหญ่ยังมีอินนูลิน ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย คือ ช่วยป้องกันอาการท้องผูก #ช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติ  #การแปรรูปหอมหัวใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ปรุงรส ยังเป็นการสนับสนุนภาคการเกษตรอีกด้วย เพราะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและยังเป็น #ผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ปลอดสารเคมี ถือเป็น #ทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคยุคนี้ที่รักและใส่ใจในเรื่องสุขภาพ ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อวางจำหน่ายเมื่อปี 2553 มีการปรับปรุงและพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ตลอดเวลา ล่าสุด "Kuu Ne" คูเน่ สามารถ #พัฒนาต่อยอดเป็นผงปรุงครบรสแบบ2in1 ที่ #สามารถใช้ในการปรุงรสอาหารและใช้ชงดื่มเพื่อบำรุงสุขภาพได้อีกด้วย
    เมื่อถามถึงจุดเด่นของ #KuuNe #คูเน่ เขามองว่า #ผงปรุงรสจากหอมหัวใหญ่มีจุดเด่นเรื่องสรรพคุณมีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย โดยวิธีการผลิตที่ปลอดเชื้อโรคและความชื้น ใช้เทคโนโลยีเครื่องอบแห้งลมร้อน ควบคุมอุณหภูมิและระยะเวลา จึงยังคงคุณค่าและประโยชน์สูงสุดของหอมหัวใหญ่  ดังนั้น "Kuu Ne" #จึงมีความเข้มข้นสูงกว่าผลิตภัณฑ์ปรุงรสทั่วไปในตลาดมากถึง3เท่า และยังใช้งานง่าย สะดวก #ไม่ต้องไปต้มหรือเคี่ยวน้ำซุปให้เสียเวลา
 4803   สำหรับแผนการประชาสัมพันธ์ คมชาญบอกว่าใช้วิธีทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย และเว็บไซต์ รวมถึงทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดร่วมด้วยในทุก ๆ ครั้งที่มีโอกาสเพราะต้องการสื่อสารและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าโดยตรง เช่น ออกบูธตามงานแสดงสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งเข้าร่วมกิจกรรมการประกวดในโครงการต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักคือ #กลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ #ผู้บริโภคที่ทานมังสวิรัติ #กลุ่มผู้บริโภคอาหารฮาลาล เป็นต้น ส่วนช่องทางจำหน่าย ในปัจจุบัน "Kuu Ne" คูเน่ #มีจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ซูเปอร์มาเก็ตและห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อาทิเช่น  Central Food Hall,Tops Market, Lemon Farm, Golden Place, The Mall ทุกสาขา, Home Fresh Mart, Siam Paragon, The Emporium และร้านค้า #ผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพทั่วไป นอกจากนี้ยัง #ได้รับการคัดเลือกจากโภชนากรให้ใช้เป็นวัตถุดิบเครื่องปรุงรสในครัวของโรงพยาบาล ซึ่งกำลังเตรียมแผนขยายไปยังตลาดต่างประเทศในอนาคตอันใกล้นี้
    ผู้สนใจดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/KuuNePage และwww.ptpfoods.com

■ คอลัมน์ : SMEs News / ■ ฐกร ภูวสุวรรณ์
■ จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ AEC world ปีที่ 34 (2) ฉบับที่ 2,963 (68) วันที่ 6 - 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Friday, July 4, 2014

เผยเคล็ดลับอายุยืนของคุณตาคุณยายอเมริกันวัยเกิน 100 ปีที่มีจำนวนหลายหมื่นคน

เผยเคล็ดลับอายุยืนของคุณตาคุณยายอเมริกันวัยเกิน 100 ปีที่มีจำนวนหลายหมื่นคน

111-year-old Alexander Imich holds a Guinness World Records certificate recognizing him as the world's oldest living man during an interview with Reuters at his home on New York City's upper west side, May 9, 2014. Dr. Imich, who holds a Ph.d in Zoology, was born in Poland on February 4, 1903, fled Poland when the Nazis took over in 1939, survived a slave labor camp in Russia and moved to the United States in 1951 where he became an author on parapsychology.

การเสียชีวิตของคุณตา Alexander Imich ชาวอเมริกันวัย 111 ปีผู้ได้ชื่อว่าเป็นคนที่อายุยืนที่สุดในโลก เมื่อเร็วๆนี้ ทำให้เกิดกระแสความสนใจในกลุ่มผู้สูงอายุชาวอเมริกันผู้มีวัยเกิน 100 ปีกันมากขึ้น และมีการพูดถึงสาเหตุต่างๆที่ทำให้คนอเมริกันจำนวนมากมีอายุยืนยาว
คุณยาย Marianne Arden วัย 101 ปี บอกว่าเคล็ดลับอายุยืนของเธอคือเสียงเปียโนเพราะๆ ที่เธอเล่นเองมาตั้งแต่เด็ก ถ่ายทดอออกมาจากความทรงจำของเธอเอง
คุณยาย Madeline Brown ผู้เพิ่งฉลองวันเกิด 100 ปีไปหมาดๆ บอกว่าเคล็ดลับของเธอคือการมีเพื่อนฝูงล้อมรอบ การทำให้คนอื่นมีความสุข และการไม่แต่งงาน!
แต่คุณตา George Boggess บอกว่าการแต่งงานคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตนอายุยืนมาถึง 102 ปี โดยคุณตา George แต่งงานกับคุณยาย Dorothy มากว่า 70 ปีแล้ว นอกจากนี้คุณตาบอกด้วยว่าการทำงานเพื่อคนอื่นหรืองานการกุศล ก็มีส่วนทำให้อายุยืนเช่นกัน เพราะทำให้มีทัศนคติต่อทุกอย่างดีขึ้น
คุณตาคุณยายเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของกลุ่มคนอเมริกันวัยเกิน 100 ปีที่มีจำนวนราว 53,000 คน และถือเป็นกลุ่มประชากรที่มีการเติบโตรวดเร็วที่สุดกลุ่มหนึ่งในสหรัฐ
คุณ Winni Rossi ผู้เชี่ยวชาญที่สถาบันสาธารณสุขแห่งชาติสหรัฐหรือ NIH กล่าวว่าจากการศึกษาพบว่า กลุ่มคนอายุยืนเกิน 100ปีมีประวัติครอบครัวที่เอื้อต่อการอายุยืน คือมีพี่น้องที่อายุยืนเกิน 100 ปี สมาชิกครอบครัวส่วนใหญ่ร่างกายแข็งแรง รายงานยังบอกด้วยว่าลูกหลานของคนกลุ่มนี้ก็มีโอกาสมีอายุยืนยาวเช่นกัน
รายงานจาก Julie Taboh  ห้องข่าว VOA / เรียบเรียงโดยทรงพจน์ สุภาผล

Tuesday, July 1, 2014

บริษัท ปกธนพัฒน์ จำกัด ครบรอบ 4 ขวบปี จากดินสู่ดาว

#สาสน์จากใจ ด้วยจิตสำนึก คิดดี ทำดี มีความสุข กับที่มาของนวัตกรรม Beyond The Fact  แก้ที่ต้นตอสาเหตุของปัญหา ดีกว่าเยียวยารักษาในภายหลัง  คุณรู้ คุณคิด คุณเลือกได้ ด้วยตัวคุณ ... ส่งต่อห่วงโซ่คุณค่าด้วยความห่วงใยอาทรต่อกัน

#จากมุมมองในอดีตมองเห็นผู้คนทำงานต่อสู่ชีวิตด้วยคาดหวังจะมีเงิน มีความสุขมากพอในช่วงท้ายๆของชีวิต เรียกง่ายๆ ยามแก่เฒ่า  กลับพบว่ากว่า 70%  ของคนที่สูงอายุกลับไม่ได้ใช้ชีวิตที่มีความสุขอย่างที่ตั้งใจ ส่วนใหญ่ก็เจ็บป่วย ตั้งแต่เล็กๆ น้อยๆ เรื้อรัง เข้าๆออกๆ โรงพยาบาล เป็นประจำ หรือไม่ก็จากไปก่อนเวลาอันควร ให้ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องโชคชะตา เลือกเกิดไม่ได้ บางคนกลั่นชีวิตลิขิตเส้นทางที่ชอบที่ถนัดเกิดปัญญาสร้างรายได้จำนวนมากตามความต้องการของตนแต่วัยเยาว์  บางคนกลั่นชีวิตจนหยดสุดท้ายไม่มีลิขิตให้เห็นกระทั่งลมหายใจสุดท้าย  เกิดอะไรขึ้นกับผู้คนเหล่านี้  มุมหนึ่งคิด  เรื่องกฎแห่งกรรม ก็ใช่แต่แว่วๆให้ดังขึ้นในใจ หรือเข้าข้างตนเอง ... หนึ่งที่หลุดพ้นไปแล้วจะสุขหรือทุกข์ไม่มีใครรู้ มีแต่คนรุ่นหลังให้มโน...   กับอีกหนึ่งที่ยังอยู่กำลังสะสมให้ทุกข์ หรือ สุขกันแน่  ไม่มีอะไรแน่นอนก็จริง แล้ววันนั้นมาถึงจริงแต่ไม่ได้หลุดพ้นในทันที หากแต่ต้องทนทุกข์ทรมานกับสิ่งที่ตนมองข้ามมาทั้งชีวิตสั่งสมไว้เพื่อออกฤทธิ์ในช่วงท้ายอย่างที่เป็น  จากข่าวสารทางการแพทย์พบว่าคนสูงอายุส่วนใหญ่ มีปัญหาเรือรัง จากโรคความดัน เบาหวาน หัวใจ ไต และมะเร็ง ซึ่งเป็นผลมาจากการบริโภคโซเดียมสูง อีกทั้งการบริโภคอาหารแปรรูปที่มีส่วนผสมของสารเคมีในอาหารสูงเป็นระยะเวลานาน มีสารเคมีสะสมที่ไต ทำให้ไตทำงานหนักและเสื่อมลงกระทั่งภาวะความสมดุลในเลือดเกี่ยวกับความเป็นกรดและด่างสูญเสียไป สัญญาณเตือนเริ่มแรกก็คือ โรคความดัน แล้วจากนั้นโรคอื่นๆก็พาเลซ ในที่สุดความสุขที่อยากมีก็ได้เห็นแน่นอยู่ที่โรงพยาบาลทุกหนแห่ง

#สู่ความคิด #จะทำยังไงดีที่จะช่วยให้ผู้คนเจ็บป่วยน้อยลง #เคลื่อนไหวช่วยเหลือตัวเองได้ มีกิจกรรมกับลูกหลาน ญาติ เพื่อนๆ คนคุ้นเคยได้พูดคุยหยอกล้อหัวเราะผ่อนคลาย ดูความเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปของผู้คนในแต่ละกลุ่ม แต่ละรุ่น แต่ละวัย อย่างเข้าใจและเป็นไปตามอัตภาพอันเหมาะสมอย่างไม่เป็นทุกข์ร้อนใดๆ อย่างนี้ต้องทำอย่างไรละ  เริ่มตอนไหนดีนะ แล้วจะมีอะไรที่ช่วยให้เราสะดวกกว่าที่เป็นอยู่มั๊ย  เหมือนว่าได้ยินเสียงเต้นของหัวใจดังตลอดเวลา  ยิ่งสถิติประชากรโลกปัจจุบันนี้ มีผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ ช่วยให้ผู้คนที่เจ็บป่วยยืดอายุให้ยืนยาวออกไป  ไม่ว่าจะมาพร้อมกับถุงยาเป็นกำ แล้วมารับยาทุกสัปดาห์ หากเดินได้เองก็ดี แล้วถ้าอยู่บนรถเข็นก็เป็นภาระให้ผู้ดูแล หรือหากต้องนอนเตียงมีสายสวน สายช่วยหายใจ ระโยงไปทั่ว กับอุปกรณ์การแพทย์และชุดขาวผลัดเวียนกันมาให้ยา วัดไข้ ดูเสมหะ เช็ดตัว เปลี่ยนชุด พลิกตัว เหมือนดูดี แต่พูดไม่ได้แค่ลืมตาดูโลกกับห้องสี่เหลี่ยมตลอดวันและคืน ... #ฉุกคิดสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ อย่างน้อยก็ไม่ต้อง #ทุกข์ทรมานยามชรา จากรุ่นสู่รุ่นพบเห็นทั่วไป #ความเป็นจริงก็คือผู้ป่วยไม่ได้ลดลงมีแต่เพิ่มมากขึ้นแล้วยังเป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้  ยิ่งมี #ข่าวสารทางกระทรวงสาธารณะสุข รณรงค์ให้ประชนชนตื่นตัวกับ 3 อ. อาหาร อารมณ์ ออกกำลังกาย  ในความเป็นจริงสอง อ. หลังพอไหวอยู่ แต่ อ. แรกไม่ค่อยมีทางเลือกเท่าไรนัก แล้วที่ถ่วงน้ำหนักมากไม่น้อยก็เจ้า อาหาร นี่แหละ จะทำไงดี ให้มี #อาหารปลอดสารเคมีโซเดียมต่ำๆ ไม่เป็นอันตราย ไม่สะสมในร่างกายที่สำคัญต้องมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ด้วยทุกวันนี้ผู้คนมีมากแย่งกันอยู่รอด อาหารก็ต้องให้เพียงพอกับความต้องการ ต้องผลิตให้มากๆ ทำให้ดึงดูดสวยงามน่ากิน ขายให้ได้เยอะๆ หลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องพึงพิงสารเคมี ปรุงแต่ง กลิ่น สี รส สารเพิ่มปริมาณ น้ำหนัก ด้วยต้นทุนต่ำๆ แล้วก็จูงใจผู้บริโภคด้วยลด แลก แจก แถม ชิงโชค ลุ้นรวย มากกว่าครึ่งของราคาสินค้าที่จับจ่ายก็คือค่าส่งเสริมการขาย เรียกให้ดูดีเป็นค่าการตลาดไปเสียหมด   ผู้บริโภคคิดอะไรอยู่ ดูเหมือนว่าความคิดกับพฤติกรรมกลับตรงข้ามกันไปหมด #เลือกที่จะกินเพื่อประทังชีวิตดับความหิว แต่ถ้าได้ชิงโชค ได้บินไปเที่ยวต่างประเทศ ได้ทอง ได้บ้าน ได้รถ เป็นตัดสินใจซื้อ  แล้วไงละ #คุณค่าที่แท้จริงของอาหารอยู่ที่ไหน แล้วที่กิน ดื่มหรือ #ตักเข้าปากไปจะมีประโยชน์อะไรที่ได้ อย่างที่เขาเรียกกันจั้งฟูด อาหารขยะทั้งนั้น ลองคิดตามนะใครได้...  เช่นว่า รหัสลุ้นรวย เงินล้าน แล้วส่ง SMS ครั้งละ 3 บาท หากว่าสามารถกระตุ้นการขายได้สักสิบล้านชิ้น ต่อการส่งเสริมการขายอย่างเข้มข้นทั้งเดือน ด้วยยอดขายกว่าสองร้อยล้านบาท มีส่วนแบ่งรายได้จาก SMS อีกด้วย  แล้ว มีค่าใช้จ่ายด้านการส่งเสริมการตลาดเป็นค่าโฆษณาร่วมร้อยล้าน ค่าเงินรางวัลที่ต้องจ่ายหากว่า 10 ครั้งก็แค่สิบล้านบาทกับคนที่ได้แค่ 10 คน  กับ10 ล้านชิ้นที่ผู้บริโภคหลงไปกับกลไกอันแยบยลนี้ เท่ากับว่าทุกคนช่วยกันลงขันในค่าใช้จ่ายของกิจกรรมนี้แล้วฝันว่าจะมีโชคกับเขาบ้าง ความจริงส่วนต่างเงินทอนก็ไม่ได้กลับมาที่กระเป๋าเราอยู่ดี  #ไม่ต่างอะไรกับการซื้อสลากชิงรางวัลแล้วมีเศษอาหารมาล่อ #นี่แหละวงจรธุรกิจลิขิตชีวิตจริง
ลงมือทำ เริ่มต้นธุรกิจ 1 กรกฎาคม  2553  ก่อตั้งบริษัท ปกธนพัฒน์ จำกัด  ทุนจดทะเบียนชำระเต็ม 1 ล้านบาท ด้วยวิสัยทัศน์  #แปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรสู่อาหารสากล   สนับสนุนผลผลิตภาคการเกษตรให้ได้คุณค่า ให้ได้ราคา ด้วยการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาแปรรูปให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ควบคู่ไปกับคุณประโยชน์ของสารอาหารแร่ธาตุต่างๆ โดยได้รับความร่วมมือจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตลอดจนองค์กรและหน่วยงานภาครัฐ ให้เป็นแรงผลักดันองค์ความรู้ สร้างสรรค์ สู่นวัตกรรม ตอบสนองความต้องการและเป็น #ทางเลือกให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเข้าถึงคุณค่าที่แท้จริงของอาหารอย่างแท้จริง  จากการฝึกอบรมและเรียนรู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต กระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย ข้อกำหนดต่างๆ สู่การผลิตต้นแบบ ผลิตภัณฑ์แรก ภายใต้แบรนด์  คูเน่  #ผงปรุงรสหอมหัวใหญ่จากธรรมชาติ ไม่มีผงชูรสและเนื้อสัตว์ ปลอดสารเคมี ซองสีแดง ทำการทดสอบตลาด เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค ซึ่งเป็นผลงานได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการแข่งขันประกวดนวัตกรรมอาหาร Food Innovation Contest   จดอนุสิทธิบัตรเลขที่ 6247  พร้อมกับเผยข้อมูลคำแนะนำต่างๆ  ให้ผู้บริโภครับรู้หันมาสนใจและใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเครื่องปรุงรสที่รับประทานกันอยู่ทุกมื้อ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี  แม้ว่าจะมีอุปสรรคอยู่บ้างด้วย #หอมหัวใหญ่จะเกาะตัวกันตามธรรมชาติ โดยปราศจากสารเคมีป้องกันการเกาะตัว  ซึงผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการทดสอบวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์อาหารจากสถาบันอาหาร ได้รับเครื่องหมาย  อย. และ ฮาลาล  ภายใต้มาตรฐานการผลิต GMP  จากการทดสอบความชื้นต่ำกว่า 3 ทั้งที่เครื่องปรุงรสในท้องตลาดมีความชื้นอยู่ที่ 12%   ไปสู่แรงผลักดันให้พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ได้ลงทุนเพิ่มอีก 5 ล้านบาท เพื่อพัฒนาสูตรโซเดียมต่ำ และได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ   กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม รวมถึงเข้ารับการสัมมนา รับการปรึกษาแนะนำจาก สวทช. กรมพัฒนาธุรกิจ กรมส่งเสริมการส่งออก #เพื่อตอบสนองกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพมากขึ้นและเป็นสากล  จากการค้นคว้าพบว่าเครื่องปรุงรสในท้องตลาดมีค่าโซเดียมอยู่ ระหว่าง 1500 – 2850 มิลลิกรัม ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ซึ่งมาตรฐาน อย. ได้กำหนดให้ไม่ควรบริโภคเกินวันละ 2400 มิลลิกรัม ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค นั่นหมายถึงคนไทยกินอาหารโซเดียมสูงกว่า 3 เท่าของขีดจำกัด #เป็นที่มาความความเสี่ยงในการสะสมและความเสื่อมของไต เริ่มจากความดัน .... ดังที่ได้เกริ่นไว้ก่อนหน้านี้  เป็นที่มาของผลิตภัณฑ์ #Kuu Ne #คูเน่ #ผงปรุงครบรสเพื่อสุขภาพ โซเดียมต่ำ ปลอดสารเคมี ปราศจากเนื้อสัตว์ ไม่มีผงชูรส สารเคมีปรุงแต่งกลิ่น และวัตถุกันเสีย ใช้แทนผงชูรส และน้ำสต๊อก (น้ำซุป)  แค่ 1 ช้อนชา ต่อชาม/จาน ในการปรุงอาหาร ต้ม ผัด แกง ทอด หมัก และยำ  ที่สำคัญ 2 in 1  ใช้ปรุงอาหารก็ได้  หรือ ใช้ชงดื่มก็ดีต่อสุขภาพ เพียงปลายช้อนชาต่อน้ำสุกอุ่น 1 แก้ว  ด้วยงานวิจัยพบว่า หอมหัวใหญ่ มีประโยชน์ ช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อโรคอ้วน ความดัน เบาหวาน หัวใจ ต้านสารก่อมะเร็ง อีกทั้งมีกากใยอาหารสูง ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานเป็นปกติ ช่วยให้เจริญอาหาร ลดการอักเสบของเซล ช่วยชะลอความชรา  พร้อมกับออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ ให้สื่อได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย พิมพ์ตัวหนังสือเป็นสองภาษา อีกทั้งเพิ่มซิป ให้ง่าย สะดวกใช้ในการเปิดใช้และเก็บรักษา  พร้อมกับพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้การเกาะตัวอย่างเป็นธรรมชาติของหอมหัวใหญ่ลดลงอีก 30%   ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทย และชาวต่างชาติ  ชื่นชอบในผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ เป็นอย่างดี  พร้อมกับรางวัล 10 สุดยอดธุรกิจนวัตกรรม 2556 ที่ผ่านมา ขอกราบขอบพระคุณผู้ให้การสนับสนุน ฯพณฯ องค์มนตรี ภาครัฐ ภาคเอกชน ร้านค้า ร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงพยาบาล สำนักสงฆ์ สำนักปฏิบัติธรรม อุตสาหกรรมอาหาร หน่วยงาน บุคคล คณะบุคคล สมาคม และ สื่อต่างๆ   ที่ช่วยส่งเสริมเอื้อเฟื้อให้โอกาสในการประกอบธุรกิจสีขาว หัวใจสีเขียว  #เราไม่หยุดคิดที่จะคิดค้นวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง #เพื่อตอบสนองให้ผู้บริโภคมีสุขภาพที่ดีขึ้น จากมุมมอง ความคิด ลงมือทำ #เพื่อลิขิตชีวิตเราทุกคนอยู่บนในโลกใบเดียวกันอย่างเป็นสุข และขอขอบคุณที่ติดตามอุดหนุน สนับสนุน ให้กันและกัน จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ให้มีสุขภาพที่ดี  ถึงวันนี้ครบรอบ 4 ขวบปีแล้ว มีหลากหลายผู้คน  ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดเลือก #มาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมความเสี่ยงเดิมๆกับประสบการณ์ใหม่ เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยกัน  ด้วยแนวคิด  ลูกค้าคุณลูกค้าเรา  สร้างคุณค่าร่วมกัน  ไปด้วยกันกับKuu Ne คูเน่ ... โภชนาการคุณค่า เพื่อชีวิตที่ยืนยาว










คมชาญ  เอกเตชวุฒิ 

กรรมการผู้จัดการ
www.ptpfoods.com   www.facebook.com/kuunepage      
         Line id :  OatEcho

9 สิ่งทำได้ ‘ไม่แก่ง่าย ไม่ตายเร็ว’


        การมีอายุยืนยืนยาว คือสุดยอดปรารถนาของคนแทบทั้งหมด แต่น้อยคนนักที่จะรู้จักวิธีดูแลชีวิตเพื่อให้ตัวเองได้อยู่ดูโลกนานๆ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น คนจำนวนไม่น้อยกลับใช้ชีวิตอย่างโง่เขลา โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวกระทำอยู่ในแต่ละวันนั้น คือตัวการบั่นทอนชีวิตให้สั้นลงทุกขณะ
9 สิ่งทำได้ ไม่แก่ง่าย ไม่ตายเร็ว/ Health Line สายตรงสุขภาพ 
       นพ.สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลต้นแบบในการใช้ชีวิต ได้กำหนดหลักโภชนบัญญัติอันเปรียบเสมือนคัมภีร์แห่งการกินไว้ 9 ประการ ซึ่งถ้าใครทำได้ตามนี้ รับรองว่าจะมีชีวิตยืนนาน
       โดยหลักโภชนาการ 9 ข้อที่ว่านั้น ประกอบไปด้วย
       1.กินอาหารครบ 5 หมู่ หลากหลาย ได้สัดส่วน หมั่นดูแลน้ำหนักตัวเอง
       2.กินข้าวเป็นอาหารหลัก โดยเฉพาะ ข้าวกล้อง มีประโยชน์มาก
       3.กินพืชผักให้มากผลไม้กินเป็นประจำ เพราะในผลไม้มีสารอาหารช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน ไม่ทำให้เจ็บป่วย เป็นหวัด ประโยชน์ของผลไม้ จะนำเอาสารพิษ น้ำมัน น้ำตาล ออกจากร่างกาย ต้านมะเร็ง หากทานเป็นประจำ
       4.กินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และเมล็ดถั่วเป็นประจำ
       5.ดื่มนมให้เหมาะกับวัย ในวัยเด็กควรดื่มนมรสจืด วันละ 2-3 แก้ว ส่วนในวัยผู้ใหญ่ที่ปกติ ดื่มนมรสจืดวันละ 1-2 แก้ว แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพควรดื่มนมพร่องมันเนยวันละ 1-2 แก้ว หรือปลาที่กินได้ทั้งกระดูก ผักใบเขียว
       6.หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เช่น เค็มจัด หวานจัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล เกลือโซเดียม ที่มากับอาหารเค็ม ของดอง กะปิ น้ำปลา เหล่านี้ก่อให้เกิดความดันโลหิตสูง หรือถ้าหวานมากเป็นพลังงานสูญเปล่า ถ้าร่างกายนำไปใช้ไม่หมดก็จะกลายเป็นไขมัน
       7.กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร ให้พอดี ไม่มากเกินไป อย่างอาหารจำพวก ผัด-ทอด ไขมัน เนย กะทิ พยายามกินให้น้อยลง
       8.รับประทานอาหารสะอาดปราศจากสารปนเปื้อน และสุดท้ายข้อ
       9.งดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ที่มา : http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000152644&Html=1&TabID=3&

Sunday, June 15, 2014

ง่ายๆ ด้วย 10 วิธีการเผาผลาญแคลอรี่ สามารถลดความอ้วนได้จริง

ปัจจุบัน สาวๆ หนุ่มๆ เลิกงาน กันดึก ไม่ค่อยมีเวลามาดูแลหรือใส่ใจตัวเอง เป็นส่วนใหญ่  แต่จะหาปลายเหตุมาดูแลแทน ไม่ว่าจะ กินคอลลาเจน,ยาลดความอ้วน,ทาครีมให้ขาว เป็นต้น 


เพราะ คิดว่าไม่ออกกำลังกาย แต่เลือกบำรุงจากภายนอกสู่ภายในนั้นก็ดีแล้ว  แต่เป็นวิธีที่ผิด   คนเราต้องบำรุงจากภายในสู่ภายนอกและวิธีเดียวที่ดีที่สุด คือ การออกกำลังกาย  แต่วันนี้ เรามีเคล็ด(ไม่)ลับมาบอก 10  วิธีในการเผาผลาญไขมันออกไปแบบง่ายๆ

วิธีที่  1  การเสริมสร้างกล้ามเนื้อ


การยกดัมเบลล์อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่ม เหมือนกัน และช่วงที่ระดับเมตาบอลิซึ่มคุณจะพุ่งสุดขีดนั่นเอง ไม่ใช่ตอนที่คุณวิ่งหอบแฮกๆ บนสายพานหรอกนะแต่หลังจากนั้นอีกสัก 2- 3 ชม.

วิธีที่ 2 ขยับตัว


ออกกำลังกายอย่างน้อย ออกเดิน 30 นาที หรือ 1 ชม. วิ่งเหยาะๆ หรือเต้นแอโรบิกอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ไม่ว่าจะออกกำลังกายแบบไหนก็ช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่มทั้งนั้นล่ะ ให้หัวใจได้เต้นแรงเต็มที่ 120 ครั้งต่อนาที ให้ต่อเนื่องนานสัก 30-45 นาที

วิธีที่  3  กินบ่อย


ยิ่งร่างกายคุณขาดสารอาหาร กล้ามเนื้อก็จะล้า การเผาผลาญก็จะน้อยลง ทางที่ดีกินเป็นมื้อเล็กๆ วันละ 3-4 มื้อ ยังดีกว่าอดอาหารไปเลย

วิธีที่  4  งดน้ำตาล


เหตุผลง่ายๆ ก็คือ น้ำตาลที่เหลือใช้แล้ว ร่างกายจะแปรสภาพเป็นไขมัน เพราะฉะนั้น ลดน้ำตาล ก็จะช่วยลดไขมันไปในตัว

วิธีที่  5  กินอาหารเช้า 


การรรับประทานอาหารเช้า ดีต่อสุขภาพ ทั้งหุ่นดีกว่า คนงดอาหารเช้า เพราะ  คนที่อดข้าวเช้า และอาหารเช้ายังทำให้ระดับ เมตาบอลิซึ่ม ของคุณวันนั้นพุ่งเป็น 2 เท่าด้วย

วิธีที่  6  กินอาหารเผ็ดร้อน


อาหารประเภทเผ็ดร้อน รสจัด จะช่วยเร่งการเผาพลาญร่างกายของคุณจากภายในให้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก  เหมือนเหงื่อยิ่งแตกยิ่งดี

วิธีที่  7  ดื่มชาเขียว




เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเร่งเมตาบอลิซึ่มได้ดีและปลอดภัยกว่ากาแฟ แถมมีประโยชน์อีกด้วย

วิธี่ที่  8  ดื่มน้ำเยอะๆ



เราได้ยินกันมาบ่อยมาก กับการดื่มน้ำเยอะๆ  เพราะจะช่วยขับสารพิษ หลังจากที่ร่างกายเผลาผลาญพลังงานแล้ว น้ำเย็นๆ ยังช่วยกระตุ้นให้เมตาบอลิซึ่มทำงานดีขึ้นนิดหนึ่งด้วย

วิธีที่  9  อย่าเครียด


ความเครียดจะทำให้เราอ้วนขึ้น เพราะฮอโมนคอร์ติโซนจะไปทำให้อัตราดูซึมของเมตาบอลิซึ่มช้าลง

วิธีที่  10  นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

 

ความลับที่เพิ่งจะค้นพบก็คือ กล้ามเนื้อเรียบในร่างกายเรา จะทำงานเผาผลาญแคลอรี่ ได้ดีที่สุดในชั่วโมงหลังๆ ที่เราหลับสนิทเต็มที่

เป็นไงบ้างค่ะ ไม่อยากอย่างที่คิดเลย เราสามารถออกำลังกายอยู่ห้องก็ได้ หรือ การรับประทานอาหารที่มีต่อสุขภาพ  ลองไปทำกันดูนะคะ รับรองเห็นผลแน่นอนคะ 

ที่มา : http://www.toptenthailand.com/topten/detail/20140331111127450 
- See more at: http://www.tpa.or.th/writer/read_this_book_topic.php?bookID=2886&read=true&count=true#sthash.Q16MeTdA.BLpnl3k1.dpuf

ลงทุนในสุขภาพ

 ผมพูดเกี่ยวกับเรื่องการลงทุนมานานมาก น่าจะประมาณ 20 ปีมาแล้ว เกือบทั้งหมดเป็นเรื่องของเงินทอง แต่ว่าที่จริงมีเรื่องอื่นๆ อีกไม่น้อย




ที่การลงทุนสำคัญไม่แพ้เรื่องของเงินทอง หนึ่งในนั้นคือการลงทุนกับ สุขภาพ” นี่คือการลงทุนในเรื่องของการ ใช้” ร่างกายและจิตใจในวันนี้อย่าง ถนอมรักษา” เพื่อจะได้สามารถใช้ได้มากขึ้นและหรือดีขึ้นในวันข้างหน้า เมื่อร่างกายของเราเข้าสู่โหมดเสื่อมโทรมตามอายุของเรา
การลงทุนในสุขภาพนั้นอาจจะคล้ายกับการลงทุนในเงินทอง ในแง่ที่ว่าในยามที่ยังเป็นหนุ่มสาวมักจะไม่ใคร่สนใจที่จะทำนัก เนื่องจากความจำเป็นยังมีน้อยนั่นคือในยามที่เป็นหนุ่มสาว เรามักจะยังมีสุขภาพที่ดีหรือมีเงินใช้เพียงพอจากการทำงาน เราไม่เห็นความจำเป็นมากนักที่จะต้องดูแลสุขภาพหรือต้องเก็บเงินเพื่อลงทุน เราอยากจะใช้ให้"เต็มที่กับชีวิต"สำหรับวันนี้มากกว่าที่จะเลื่อนออกไปในวันข้างหน้า
เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เราไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น อาจจะตายก่อนหรือถึงวันนั้นการมีเงินใช้มากก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าเราไม่มีแรงจะใช้ ทั้งหมดนั้นมักเป็นความคิดของคนที่ยังไม่เคยแก่ ยังไม่รู้สึกถึงคุณประโยชน์ของการมีเงินหรือมีสุขภาพที่ดีในวันที่ตนเองแก่ตัวลง แต่สำหรับผมซึ่งผ่านชีวิตทั้งสองแบบมาแล้ว คิดว่าคนเราต้อง ลงทุน” ในทั้งสองเรื่องอย่างจริงจังตั้งแต่อายุยังน้อย การลงทุนจะช่วยเพิ่ม ผลประโยชน์รวม” หรือ ความสุขโดยรวม” ในชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ
พูดง่ายๆ ถ้าลงทุนอย่างพอเหมาะทั้งในเรื่องของการเงินและสุขภาพตั้งแต่ยังเด็ก โอกาสที่จะมีความสุขในชีวิตตลอดชั่วอายุขัยจะสูงขึ้นมาก การลงทุนในสุขภาพนั้นไม่เหมือนเงินทองในแง่ที่ ถ้าเรา ไม่ใช้” ร่างกายหรือใช้น้อย แบบนี้ไม่ใช่การลงทุน ในทางตรงกันข้าม การ ใช้” ร่างกายมากเกินไป ก็ไม่ใช่การลงทุนเหมือนกัน
การลงทุนในสุขภาพนั้น คิดว่าเป็นเรื่องต้องทำให้พอเหมาะในแต่ละเรื่อง และจะต้องรู้จริงและเข้าใจร่างกายและการทำงานของมัน โดยหลักการคือ จะต้องดูแลรักษาให้ทุกส่วนของร่างกายทำงานได้เต็มหรือเกือบเต็มประสิทธิภาพ แต่ไม่เกินกำลังในแต่ละช่วงเวลา และคำว่าทุกส่วนนั้นรวมถึงที่อยู่ภายในที่มองไม่เห็นเช่นตับไตไส้พุงและสมองด้วย และนี่ทำให้การลงทุนในร่างกายหรือสุขภาพเป็นเรื่องยากพอสมควร และต้องศึกษาทำความเข้าใจคล้ายกับการลงทุนเหมือนกัน
หัวใจของการรักษาและดูแลสุขภาพ ซึ่งจะเป็นการ ลงทุน” ที่สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่ง คือการออกกำลังที่พอเหมาะตลอดช่วงอายุของเรา การออกกำลังกายนั้นช่วยให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง ทั้งสองสิ่งนี้จะช่วยเรารักษาโครงของร่างกายเราในยามที่เราแก่ตัวลง
การออกกำลังสม่ำเสมอยังช่วยในเรื่องของหัวใจและระบบต่างๆ ในร่างกาย ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำให้แก่” ช้าลง รวมถึงสมองที่สำคัญอย่างยิ่งด้วย ประเด็นสำคัญที่ยังไม่แน่ใจว่าจริงหรือไม่คือการออกกำลังมากเกินปกติ” เช่น นักกีฬาหรือคนที่เล่นกล้ามเพาะกายนั้น เป็นการลงทุนหรือการใช้ร่างกายกันแน่ หรือพูดง่ายๆคุ้มไหมที่จะทำอย่างนั้น?
เพื่อนผมคนหนึ่งที่ชอบวิ่งจ็อกกิ้งมากจนน่าจะเรียกได้ว่า ติด” เขาวิ่งแทบทุกวันวันละเป็นสิบ ๆ ก.ม. ดูจากภายนอกเขาจะผอมเกร็งไม่มีไขมันเลย ร่างกายดูแข็งแรงยิ่งกว่าหนุ่มวัยรุ่นทั้ง ๆ ที่อายุน่าจะ 40 ปีแล้ว ต่อมาเมื่อพบเขาอีกครั้งหนึ่งเขาบอกว่าเขาเป็นมะเร็ง เหตุผลเขาบอกว่าอาจจะเกิดจากการที่เขาใช้พลังมากเกินไป และกินเนื้อสัตว์มากเพื่อชดเชยเสริมสร้างกล้ามเนื้อซึ่งก่อให้เกิดมะเร็ง นั่นเป็นการบอกเป็นนัยว่า เขาใช้ร่างกายเกินไป
อาหารน่าจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อสุขภาพไม่น้อย การลงทุนในเรื่องนี้ ไม่ใช่การกินแต่อาหารคุณภาพสูงราคาแพงอย่างเนื้อสัตว์หรืออาหารอร่อย ที่มักมีไขมันหรือความหวานสูง ตรงกันข้าม การลงทุนเรื่องนี้หมายความว่าจะต้องอด” หรือหักห้ามจิตใจ ที่อยากจะกินอาหารดังกล่าวให้อยู่ในระดับเหมาะสม ประเด็นหลักคือการควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสมไม่อ้วน
เพราะน้ำหนักตัวที่เกินกว่าปกติ มักเป็นสาเหตุของโรคและความไม่สบายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในตอนที่เราแก่ตัวลง เช่น โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ โรคเบาหวาน ความดันและอื่น ๆ ซึ่งโรคเหล่านี้มักจะ เรื้อรัง” และทำให้คุณภาพชีวิตลดลงไปมาก
นอกจากอาหารตามปกติแล้ว การลงทุนในสุขภาพอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องการการควบคุมจิตใจตัวเองสำหรับบางคนคือ การบริโภค สารพิษ” หรือสิ่งที่จะทำลายอวัยวะบางอย่างของร่างกาย เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ร่างกายจะรับได้บ่อยๆ การสูบบุหรี่หรือยาเสพติดอื่น ๆ ในระยะยาวแล้วคิดว่าร่างกายจะ ฟ้อง” การทำงานของตับหรือปอด อาจแย่ลงมากหรือบางคนอาจร้ายแรงถึงขนาดตับแข็งหรือเป็นมะเร็งปอดหรือตับได้
เมื่อเร็วๆ นี้ ความคิดเกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพได้พัฒนาขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง คือการเกิดขึ้นของ “Anti Aging” หรือการ ชะลอวัย” ในวงการแพทย์ นี่คือการใช้ศาสตร์ทางการแพทย์และสุขภาพหลาย ๆ ด้านมาแนะนำหรือมาดูแลรักษา
ผู้สูงวัยไม่ให้ แก่” ตัวเร็วหรือมีปัญหาทางสุขภาพเนื่องจากความเสื่อมโทรมของร่างกายมากเกินไป หมอบางคนก็คิดถึงขนาด ลดวัย” ให้กับคนไข้ที่มารับการรักษา
กระบวนการหรือวิธีของหมอที่ทำเรื่องชะลอวัยนั้น นอกจากเรื่องออกกำลังและการกินอาหารซึ่งรวมถึงวิตามินแล้ว ยังรวมถึงการปรับปริมาณฮอร์โมนร่างกายด้วย เพราะปริมาณฮอร์โมนในร่างกาย มีส่วนสำคัญมากต่อระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกาย ฮอร์โมนเป็นตัวกำหนดว่าเราจะเป็นหนุ่มสาวหรือจะแก่กันเลยทีเดียว แต่การทำเรื่องต่างๆ เหล่านี้มีต้นทุนสูง ทั้งเรื่องตรวจวิเคราะห์ ยาหรืออาหารเสริม และที่สำคัญค่าที่ปรึกษาแนะนำของแพทย์และบุคลากรด้านต่าง ๆ และนี่คือการลงทุน” ในสุขภาพที่เป็นเม็ดเงินจริง
สำหรับคนที่เชื่อหรือสนใจที่จะลอง เรื่อง Anti Aging นี้ ยังเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่รู้ว่าจะคุ้มไหมสำหรับคนทั่วไป อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่อายุมากและมีเงินมากแล้ว ดูเหมือนว่าจะคุ้มที่จะลงทุนจ่ายเงิน และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำต่างก็เสนอบริการนี้
สุดท้าย การลงทุนเรื่องสุขภาพไม่ได้ต่างจากการลงทุนเรื่องการเงิน ในแง่ที่ว่า ผลลัพธ์ปลายทางนั่นคือความมั่งคั่งหรือสุขภาพที่ดีโดยรวมของแต่ละคนนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญอย่างน้อย ประการนั่นก็คือ หนึ่ง ต้นทุนเดิมของแต่ละคนที่มีอยู่ คนที่มี ยีนส์” ดี ย่อมได้เปรียบคนที่มีกรรมพันธุ์ที่ไม่แข็งแรงซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับ ดวง” ของแต่ละคน สอง การดูแลรักษาสุขภาพที่ดีและถูกต้องตามหลักวิชาซึ่งจะให้ผลตอบแทนที่สูงต่อสุขภาพ และสุดท้ายก็คือ ระยะเวลาของการปฏิบัติตามแนวทางนั้นอย่างมีวินัยสูง ถ้าทำได้เช่นนี้ เราก็จะมีสุขภาพที่ดีโดยรวมตลอดอายุขัย และนี่ก็คือการลงทุนในชีวิตที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งไม่แพ้การลงทุนในเรื่องของเงินทอง
ที่มา :  http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/nives/20140610/587315/ลงทุนในสุขภาพ.html

Thursday, June 12, 2014

7 อาหารลดน้ำหนัก ที่ยิ่งกินยิ่งอ้วน

ากผลสำรวจของนิตยสาร Men's Health คนเราจะกินน้ำตาลที่ปนอยู่ในอาหาร เฉลี่ยประมาณ 82 กรัมต่อวัน ตัวเลขนี้มากกว่าการกินไอศครีมแซนวิชโอริโอ ชิ้นเสียอีก!
                  สิ่งที่น่าตกใจก็คือ เจ้าน้ำตาล 82 กรัมนี้ ไม่ได้มาจากไอศครีมที่พูดถึง หรือของหวานอื่นๆ ที่พวกเราชอบกิน แม้เราจะงดของหวาน เค้ก น้ำอัดลมแล้วก็ตาม น้ำตาลจำนวนมากนี้ก็ยังเล็ดรอดเข้าสู่ร่างกายของเราและทำให้อ้วนได้อยู่ดี
                  ยังไงนะเหรอ...มันแอบอยู่ในอาหารที่พวกเราคิดว่าไม่ทำให้อ้วนไง!
                  ลองเปิดตู้เย็นดู หยิบขนมหรืออาหารที่เราทานตอนลดน้ำหนักมาสักชิ้นสองชิ้น แล้วตรวจดูฉลากด้านหลัง พนันได้เลยว่า อาหารที่น้องๆ หยิบมาดู จะต้องมีน้ำตาลจำพวกนี้ผสมอยู่แน่นอน
                  modified food starch (แป้งดัดแปลง), maltodex-trin (แป้งจากธัญพืช), cane sugar (น้ำตาล), crystallized cane juice (น้ำตาลผลึก), evaporated cane juice (น้ำตาลทราย), honey (น้ำผึ้ง), tapioca syrup (น้ำเชื่อม), brown sugar (น้ำตาลทราย), brown rice syrup (น้ำเชื่อมอีกประเภทนึง), barley (ข้าวบาเลย์)หรือส่วนผสมอื่นๆ ที่มีชื่อลงท้ายด้วยคำว่า "ose". (บอกก่อนว่าย่อหน้านี้แปลยากมากๆ เพราะเป็นส่วนผสมที่ชีวิตนี้พี่อิงไม่เคยคิดว่าจะได้แตะต้อง ทำอาหารไม่เป็นนั่นเอง เอาคร่าวๆ ไปเนอะ ว่าแต่ละอย่างที่พูดถึงคือน้ำตาล น้ำเชื่อมต่างๆ)
                  ที่เลวร้ายคือ บริษัทผู้ผลิตอาหารเหล่านี้ ภูมิใจอย่างยิ่งที่จะใช้คำว่า "ไม่อ้วน" หรือ "ไร้แคลอรี่หรือ "อาหารสำหรับควบคุมน้ำหนัก" ในการโฆษณา สงสัยกันแล้วสิว่า อาหารที่มีส่วนผสมเหล่านี้มีอะไรบ้าง มีทั้งหมด อย่าง จะพาไปรู้จักทีละอย่างนะคะ จะได้ไม่หลงกล กินเพื่อลดน้ำหนัก แต่กลับยิ่งกินยิ่งอ้วน 
1. ซีเรียล
                  ซีเรียลที่ไม่มีตัวการ์ตูนอยู่บนหน้ากล่อง ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่อ้วนนะ พวกซีเรียลที่หน้ากล่องอ้างว่า 0% แคลอรี มีรูปหัวใจแข็งแรงแปะไว้เด่นๆ หรือมีตราเหรียญทองรับรองสุขภาพอะไรเทือกๆ นั้น ก็ไม่ได้ทำให้มันกลายเป็นอาหารลดน้ำหนักแต่อย่างใด เพราะใน ถ้วยที่เรากิน บางยี่ห้อมีน้ำตาลเยอะกว่าพวกซีเรียลที่หน้ากล่องเป็นการ์ตูน แล้วมีหลากสีเสียอีก
                  ทางเลือกที่ดีคือ เลือกซีเรียลที่เน้นไฟเบอร์เยอะๆ และมีสัดส่วนเยอะกว่าน้ำตาล (ลองเปรียบเทียบกับหลายๆ ยี่ห้อ) เพื่อหลีกเลี่ยงน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น 

               ตัวอย่างที่ดี ควรมีสารอาหารดังนี้
                  ซีเรียลปริมาณ ถ้วย ให้...
                  170 calories (แคลอรี่)
                  1 g - fat (ไขมัน)
                  0 g - sugars (น้ำตาล)
                  6 g - fiber (ไฟเบอร์)
               ตัวอย่างที่ไม่ดี                 
                  ซีเรียลปริมาณ ถ้วย ให้...
                  190 calories (แคลอรี่)
                  0.5 g - fat (ไขมัน)
                  14 g - sugars (น้ำตาล)
                  3 g - fiber (ไฟเบอร์)
                สังเกตได้ว่า ในตัวอย่างซีเรียลที่ไม่ดี ปริมาณน้ำตาลเยอะมากถึง 14 กรัม ขณะที่ไฟเบอร์มีแค่ กรัม
2. ซีเรียลธัญพืช
                  คนเรามักจะเชื่อสนิทใจว่าอาหารหรือขนมที่จะซื้อนั้นไม่อ้วน ถ้าได้รับการรับรองจากกลุ่มหรือองค์กรสุขภาพอะไรสักอย่าง (ประเภทมีตรา fitness ที่เราไม่เข้าใจ แปลไม่ออก แปะไว้หน้ากล่อง)
                  ขอบอกว่า เจ้าพวกนี้แหละ ที่ควรจะสงสัยเอาไว้ก่อนเลย โดยเฉพาะเวลาจะซื้อซีเรียลธัญพืช เชื่อไหมว่า ซีเรียลธัญพืชที่วางขายเกือบทั้งหมด ถ้ากินไป ชาม เราจะได้ปริมาณน้ำตาล เกือบจะเท่าคุ้กกี้ ถาด!!!
                              ทางเลือกที่ดีคือ ควรจะอ่านฉลากปริมาณส่วนผสมบ้าง...

                  ตัวอย่างที่ดี ควรมีสารอาหารดังนี้
                  ซีเรียลธัญพืช ถ้วย ให้...
                  200 calories (แคลอรี่)
                  3.5 g - fat (0 g saturated) (ไขมันอิ่มตัว และไม่อิ่มตัว)
                  10 g - sugars (น้ำตาล)
                  7 g - fiber (ไฟเบอร์)
                  ตัวอย่างที่ไม่ดี
                  ซีเรียลธัญพืช ถ้วย ให้...
                  420 calories (แคลอรี่)
                  12 g - fat (7 g saturated) (ไขมันอิ่มตัว และไม่อิ่มตัว)
                  30 g - sugars (น้ำตาล)
                  6 g - fiber(ไฟเบอร์)
                  ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า น้ำตาลเยอะขนาดนี้ พวกธัญพืชซีเรียลทั้งหลาย ยังพยายามทำให้คนเชื่อว่าเป็นอาหารลดน้ำหนัก นี่มันอ้วนพอๆ กับกินช็อกโกแลตแท่งเลยนะ
3. ขนมปังวีต (Wheat Bread)
                  เพราะคนเราชินกับขนมปังแผ่นขาวๆ นุ่มๆ มากกว่า จึงไม่แปลกที่หลายคนจะกินขนมปังวีต หรือโฮลวีตแทบไม่ได้ เนื่องด้วยความแข็งและรสชาติอย่างกับกินดิน แต่ยังไงก็ต้องกล้ำกลืนกินเข้าไป เพราะรับรู้มาว่ามันดีต่อสุขภาพและไม่อ้วน
                  ด้วยเหตุนี้เอง บริษัทผู้ผลิตขนมปังโฮลวีตทั้งหลาย ที่กลัวจะเสียลูกค้าไป จึงจงใจผสมน้ำตาลลงไป เพื่อกลบรสชาติแปลกเฝื่อนของมัน และทำให้คล้ายกับขนมปังขาวๆ นุ่มๆ พวกนั้น แน่นอน...ผลก็คือ มันก็อ้วนพอๆ กับขนมปังขาวนั่นแหละ
            ตัวอย่างที่ดี ควรมีสารอาหารดังนี้
                 ขนมปัง แผ่น ให้...
                 160 calories (แคลอรี่)
                  1 g - fat (ไขมัน)
                  0 g - sugars (น้ำตาล)
                  6 g - fiber (ไฟเบอร์) 
               ตัวอย่างที่ไม่ดี
                  ขนมปัง แผ่น ให้...
                  240 calories (แคลอรี่)
                  3 g fat (1 g saturated) (ไขมันอิ่มตัว และไม่อิ่มตัว)
                  10 g sugars (น้ำตาล)
                  6 g fiber (ไฟเบอร์)
                  น้ำตาล 10 กรัมในขนมปังแค่สองแผ่น เชื่อไหมว่ามีน้ำตาลมากกว่าช็อกโกแลตแท่งบางยี่ห้อเสียอีก
4. แครกเกอร์
                  ขนมปังอบแห้งแข็งๆ แผ่นเล็กที่มักจะไม่มีรส หรือมีรสเค็ม รู้ไหมว่ามันก็มีน้ำตาลผสมอยู่ด้วย จริงๆ แล้วน้ำตาลที่ใส่เข้าไปนั้นไม่ได้มีจำนวนมากเท่าไหร่ แต่ปัญหามันเกิดก็ตรงที่น้ำตาลมาเจอกับแป้งล้วนๆ นี่แหละ
                  แครกเกอร์ผลิตจากแป้งล้วนๆ เมื่อกินเข้าไปแล้ว มันจะกลายเป็นแป้งชนิดย่อยเร็ว บวกกับน้ำตาลที่ผสมอยู่ด้วย ทำให้ตับอ่อนของเราต้องทำงานหนักขึ้นเป็นสองเท่า เพื่อปล่อยอินซูลินจำนวนมากออกมารักษาระดับน้ำตาลในเลือด
                  ในร่างกายปกติ มันก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าร่างกายใครไม่ปกติ โดยเฉพาะมีปัญหาเรื่องตับ หรือเป็นเบาหวาน รับรองว่าเกิดปัญหาใหญ่แน่ ทางแก้ถ้าอยากกินมากๆ ก็คือ ควรหาแครกเกอร์แบบไร้น้ำตาลมากินแทน ซึ่งก็ต้องอ่านฉลากส่วนผสมให้ดีๆ

             
                ตัวอย่างที่ดี ควรมีสารอาหารดังนี้
                  แครกเกอร์ 15 ชิ้น ให้...
                  130 calories (แคลอรี่)
                  5 g - fat (1 g saturated) (ไขมันอิ่มตัว และไม่อิ่มตัว)
                  0 g - sugars (น้ำตาล)
                  3 g - fiber (ไฟเบอร์)
                  แครกเกอร์ที่ดีควรจะมีแค่แป้งโฮลวีตผสมกับน้ำมันและเกลือเล็กน้อย
                 ตัวอย่างที่ไม่ดี                 
                  แครกเกอร์ 15 ชิ้น ให้...
                  130 calories (แคลอรี่)
                  4 g - fat (0.5 g saturated) (ไขมันอิ่มตัว และไม่อิ่มตัว)
                  3.5 g - sugars (น้ำตาล)
                  1 g - fiber (ไฟเบอร์)
                  มีทั้งน้ำตาลและไขมันที่เป็นอันตรายด้วย ทานเข้าไปทั้งสุขภาพไม่ดี และอ้วนอีกต่างหาก   
5. อาหารเสริมแบบแท่ง
                  ยุคปัจจุบันเป็นยุคที่ผู้คนใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น จึงไม่แปลกที่อาหารเสริม (ซึ่งทุกคนเข้าใจไปเองว่าอุดมไปด้วยโปรตีน ไฟเบอร์ และสารอาหารอื่นๆ จะได้รับความนิยมมากขึ้น
                  ซึ่งมันก็จริงนะ เจ้าแท่งอาหารเสริมพวกนี้มีโปรตีน ไฟเบอร์ สูงอย่างที่ผู้ผลิตอ้าง แต่ข่าวร้ายที่พี่อิงจะขอเสริมก็คือ น้ำตาลมันก็สูงมากด้วย!
                  แล้วผู้ผลิตแก้ปัญหานี้ยังไงเขาก็ซ่อนเจ้าน้ำตาลตัวร้ายไว้ภายใต้ชื่อหรูหราดูดีมีประโยชน์ เช่น crystalline fructose (ผลึกฟรุกโตส), brown rice syrup (น้ำเชื่อมข้าวแดง)
                  สิ่งเดียวที่ผู้บริโภคทำได้ก็คือ พยายามเลือกกินอาหารเสริมแบบแท่งที่มีโปรตีน ไฟเบอร์ รวมถึงไขมันที่มีประโยชน์ และมีน้ำตาลผสมอยู่น้อยที่สุด 

            ตัวอย่างที่ดี ควรมีสารอาหารดังนี้
                  อาหารเสริมแบบแท่ง แท่ง ให้...
                  220 calories (แคลอรี่)
                  11 g - fat (1 g saturated) (ไขมันอิ่มตัว และไม่อิ่มตัว)
                  8 g - sugars (น้ำตาล)
                  6 g - fiber (ไฟเบอร์)
                  7 g - protein (โปรตีน)
                  จากตัวอย่าง อาหารเสริมแบบแท่งยี่ห้อนี้มีสารอาหารสำคัญครบถ้วนในปริมาณที่สูง ซึ่งได้แก่ โปรตีน ไฟเบอร์ และไขมันที่ดีต่อสุขภาพ
               ตัวอย่างที่ไม่ดี
                  อาหารเสริมแบบแท่ง แท่ง ให้...
                  220 calories (แคลอรี่)
                  3.5 g fat (0.5 g saturated) (ไขมันอิ่มตัว และไม่อิ่มตัว)
                  30 g sugars (น้ำตาล)
                  <1 g fiber (ไฟเบอร์)
                  6 g protein (โปรตีน)
                  ตัวอย่างนี้แทบจะไม่มีไฟเบอร์เลย และมีน้ำตาลผสมอยู่เยอะกว่ามาก ปริมาณน้ำตาลนี้พอๆ กับไอศครีม ลูกเลยทีเดียวใครเคยกินเจ้าพวกนี้แทนอาหารเช้าเพื่อลดความอ้วน สยองกันไหมเอ่ย! 
6. โยเกิร์ต
                  มีเรื่องหนึ่งที่หลายๆ คนยังไม่เคยรู้ นมวัวเป็นผลผลิตจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียวที่มีรสหวานโดยธรรมชาติ ทำให้หลายๆ คนที่กำลังลดความอ้วนไม่ยอมดื่มนม แต่ไม่ยักจะหยุดกินโยเกิร์ต แถมยังชอบสุดๆ เวลาได้สัมผัสกับรสหวานนุ่มเย็นๆ ใจก็คิดไปว่ากินโยเกิร์ตไม่อ้วนๆ
                  เรื่องจริงก็คือ ถ้าเราไม่อ่านฉลากส่วนผสม เราจะไม่มีวันรู้เลยว่าโยเกิร์ตที่บอกว่าจากธรรมชาติล้วนๆ ไม่เสริมแต่งเนี่ย มันธรรมชาติจริงไหม ซึ่งส่วนใหญ่ที่วางอยู่บนเชลฟ์มักจะผสมโน่นนี่มาแล้วแหละ เพื่อให้รสชาติอร่อยถูกปากผู้บริโภคมากขึ้น
                  ดังนั้นก่อนซื้อ ควรอ่านฉลากให้ดีๆ จะได้ไม่ถูกหลอกด้วยคำโฆษณา 
             ตัวอย่างที่ดี ควรมีสารอาหารดังนี้
                  โยเกิร์ต ถ้วย ให้สารอาหาร...
                  80 calories (แคลอรี่)
                  0 g - fat (ไขมัน)
                  6 g - sugars (น้ำตาล)
                  15 g - protein (โปรตีน)
                  ส่วนใหญ่โยเกิร์ตแบบเพียวๆ มักมีรสชาติไม่น่าพิสมัยเท่าไหร่ แนะนำให้ใส่ผลไม้ที่มีรสหวานลงไปแทน จะดีกว่าไปซื้อโยเกิร์ตรสโน่นนี่ซึ่งหวานโดยการปรุงแต่ง
                ตัวอย่างที่ไม่ดี
                  โยเกิร์ต ถ้วย ให้สารอาหาร...
                  170 - calories (แคลอรี่)
                  1.5 g - fat (1 g saturated) (ไขมันไม่อิ่มตัว และไขมันอิ่มตัว)
                  27 g - sugars (น้ำตาล)
                  4 g - protein (โปรตีน)
                  ผู้ผลิตมักจะดึงดูดความสนใจของคนซื้ออย่างเราๆ ด้วยคำว่า "99% Fat Free" หรือ"ไขมันต่ำ" หรือ "ไขมัน 0%" บนฉลาก พอเห็นแบบนี้เราก็เบาใจ ไม่อ่านลิสส่วนผสม ซึ่งจริงๆ แล้วมันซ่อนไขมันอันตรายและน้ำตาลเอาไว้สูงมาก มากพอๆ กับกินขนมปังหวานๆ ก้อนนึงเลยทีเดียว 
7. เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ
                  น้อยคนจะคิดถึงอันตรายจากน้ำตาลปริมาณมากที่ผสมอยู่ในเครื่องดื่มพวกนี้ ผู้ผลิตมักโฆษณาว่าเครื่องดื่มของเขาดีต่อสุขภาพอย่างโน้นอย่างนี้ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ทำจากธรรมชาติ เพิ่มพลังงาน คลายเครียด เต็มไปหมด แต่อย่างเดียวที่ผู้ผลิตไม่ยอมบอกก็คือ น้ำตาลที่ผสมอยู่ในแต่ละขวดสูงเกินมาตรฐานไปแค่ไหน
                  ทุกคนอาจแอบเถียงว่า ตอนดื่มเข้าไปแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้นทันที หรือร่างกายดีขึ้นอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ให้รู้ไว้เถอะว่า ร่างกายก็ต้องทำงานหนักมากเพื่อรับมือกับปริมาณน้ำตาลที่เพิ่มสูงอย่างผิดปกติหลังจากดื่มเข้าไปแล้ว
                  ขออธิบายง่ายๆ อีกรอบ และขอย้ำแรงๆ ว่า เครื่องดื่มหวานๆ พวกนี้ ไม่สามารถให้ประโยชน์ได้เทียบเท่าอาหารจริงๆ แน่นอน มันไม่มีไฟเบอร์ ไม่มีโปรตีน ไม่มีอะไรเลยนอกจากน้ำตาลที่ทำอันตรายกับร่างกายและอ้วน
                  แล้วอะไรมีประโยชน์ละ?...น้ำเปล่า กับน้ำชา (ชงเองไง ที่สุดแล้ว 
               ตัวอย่างที่ดี ควรมีสารอาหารดังนี้
                  เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ขวด ให้...
                  0 calories (แคลอรี่)
                  0 g - fat (ไขมัน)
                  0 g - sugars (น้ำตาล)
                  ถ้าคิดว่าชาเขียวชงกับน้ำร้อนที่บ้าน มีประโยชน์ไม่เท่าแบบแพคใส่ขวดขายในซูเปอร์ละก็...คุณคิดผิดแถมแบบชงเองทั้งถูกและดีต่อสุขภาพมากกว่าอีกด้วย เพราะเราสามารถควบคุมปริมาณน้ำตาลเองได้
                ตัวอย่างที่ไม่ดี
                  เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ขวด ให้...
                  150 calories (แคลอรี่)
                  0 g - fat (ไขมัน)
                  30 g - sugars (น้ำตาล)
                  กฎใหม่สำหรับการเลือกซื้อเครื่องดื่มอ่านฉลากส่วนผสมก่อนจะอ่านพวกคำโฆษณาบนหน้าขวด ถ้ำทำแบบนี้ก่อน รับรองเลยว่าจะเจอหลายยี่ห้อเลยที่จริงๆ แล้วก็แค่น้ำเปล่าผสมน้ำตาล แล้วที่อ้างๆ ว่ามีแอนตี้ออกซิเดนท์บ้าง ให้ไฟเบอร์บ้าง หรือโน่นนี่ จริงๆ แล้วก็แค่หลอกลวง
                      อ่านบทความนี้แล้ว ก่อนซื้ออาหารคราวต่อไป อย่าลืมดูฉลากสารอาหารด้านหลังด้วยนะ เอาคร่าวๆ ก็พอ ว่าน้ำตาลสูงไหม มีไขมันที่เป็นอันตรายไหม ถ้าน้ำตาลสูงมากก็อย่าไปกินเลย กินผลไม้มีประโยชน์กว่า อย่าลืมเทียบกับตัวอย่างที่ดีกับไม่ดี
ที่มา :  http://www.dek-d.com/lifestyle/24281/

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More