www.facebook.com/kuunepage

..... คูเน่ คู่ครัว คู่มื้อสุขภาพ คู่คุณ

คูเน่ นวัตกรรมเครื่องปรุงครบรส จากธรรมชาติเพื่อสุขภาพ

.

Search This Blog

Translate

คุ้มค่าด้วยคุณค่า เติมสุขเสริมสุขภาพ ใช้ปรุงอาหาร หรือชงดื่มเพื่อสุขภาพ หอมชงปานะ

นวัตกรรมเครื่องปรุงครบรสเพื่อสุขภาพ ผลงานวิจัยดีเด่น ม.เกษตรฯ ผลิตจากหอมหัวใหญ่ เข้มข้น 3 เท่า ช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อโรคอ้วน ความดัน เบาหวาน หัวใจ สารก่อมะเร็ง ช่วยชะลอความชรา
อีกทั้งช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ (อนุภาคหอมหัวใหญ่จะเกาะตัวกันตามธรรมชาติ โดยปราศจากสารเคมีป้องกันการเกาะตัว)

Monday, January 18, 2016

วิถีทางแห่งการดับทุกข์

วิถีทางแห่งการดับทุกข์



        เมื่อเกิดเป็นปุถุชนคนธรรมดา ทั้งหลาย ย่อมมีทั้งความสุข และทุกข์ คลุกเคล้ากันไปในชีวิต แล้วแต่ว่า แต่ละคนจะมีวิธี เสาะแสวงหา หรือ หลีกเลี่ยง ความสุข – ทุกข์ เหล่านั้นกันอย่างไร ในเรื่องที่เกี่ยวกับ วิธีการดับทุกข์ มาเพื่ออาจจะเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยให้ ท่านผู้เยี่ยมชมเว็บไซค์ ได้พบกับหนทางแห่งความสุขในชีวิตได้มากขึ้น
ความทุกข์ 10 ประการ
1.      สภาวทุกข์ ทุกข์ประจำสังขาร คือ เกิด แก่ เจ็บ และตาย
2.      ปกิณณกทุกข์ ทุกข์จร คือ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส
3.      นิพัทธทุกข์ ทุกข์อันเนืองนิตย์ คือ หนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปัสสาวะ
4.      พยาธิทุกข์ ทุกข์เพราะโรคต่าง ๆ
5.      สัตาปทุกข์ ทุกข์เกิดจากกิเลส คือ โลภ โกรธ และหลง
6.      วิปากทุกข์ ทุกข์เกิดจากกรรมเก่าตามมาให้ผล
7.      สหคตทุกข์ วิปริณามทุกข์ ทุกข์เกิดจากโลกธรรม 8
8.      อาหารปริเยฎฐิทุกข์  ทุกข์เกิดจากการหาอาหาร
9.      วิวาทมูลกทุกข์  ทุกข์เกิดจากการทะเลาะวิวาท
10.  ทุกขขันธ์  ทุกข์รวบยอด คือความมั่นในขันธ์ 5
ผลของกรรมเก่า  เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยาก

เหตุแห่งกรรมใหม่  เป็นเรื่องที่สร้างได้ไม่ยาก


วิธีการดับทุกข์ เพราะ พ่อ-แม่

        พ่อ-แม่จัดได้ว่าเป็นปูชนียบุคคล ของลูกทุกคน พระพุทธเจ้าทรงเทียบฐานะของพ่อแม่ เท่ากับเป็น “ พระ  ด้วยเหตุที่พ่อ-แม่ เป็นผู้มีพระคุณมากล้น ผู้ที่ปฏิบัติต่อพ่อแม่อย่างถูกต้อง จึงมีแต่ “ สิริมงคล “ เป็นที่ยกย่องสรรเสริญของคนดีทั่วไป  ในทางตรงกันข้ามถ้าปฏิบัติต่อพ่อ-แม่ไม่ถูกต้อง ก็ย่อมจะเกิด “ อัปมงคล “ หาความเจริญทางจิตใจมิได้ และจะได้รับกรรมอันนี้สนองในชาตินี้ เป็นส่วนมาก กล่าวคือลูกของเรา ก็จะทำต่อเราเช่นนี้เหมือนกัน  ดังนั้นในฐานะลูกที่ดี จึงควรมีความกตัญญูและกตเวทีต่อพ่อแม่ของตน สนองคุณด้วยการเลี้ยงดูตามธรรม อย่าให้ท่านได้รับความทุกข์กายและใจ และผลแห่งกุศลกรรมอันนี้ ก็ย่อมจะสนองเราทันตาเห็นเช่นเดียวกัน ทั้งรูปธรรมและนามธรรม     การที่พ่อ-แม่ ทำผิดทำชั่ว อันเป็นผลพวง ที่ตกมาถึงเราเป็นเพราะอกุศลกรรมของเรา ดลจิตใจให้ท่านทำเช่นนั้น  อย่าได้เอาความชั่ว ไปตอบแทนพระคุณที่ท่านให้กำเนิดเรา
การที่เราได้เกิดมาเป็นลูกท่าน ก็เป็นผลแห่งบาปกรรมที่เราทำเอาไว้เองให้เป็นไป ถ้าเราไม่ต้องการมาเกิดเช่นนี้อีก ก็ควรเร่งทำความดีให้มากขึ้น ในชาติต่อไป เราก็ย่อมจะพ้นสภาพเช่นนี้  ถ้าเป็นกรณีที่ลูกให้คำแนะนำให้พ่อ-แม่ ไม่ได้  ทางปฏิบัติก็มีอยู่ ประการ คือ การวางอุเบกขา ปล่อยให้เป็นไปตามกรรมของท่านเอง หรือหาผู้ที่พ่อ-แม่เคารพนับถือ ช่วยแนะนำตักเตือนให้ อาจจะเลิกได้ถ้าหมดเวร ขอแต่ว่าให้เราพยายามทำหน้าที่ลูกให้ดีที่สุดก็แล้วกัน ถ้าท่านไม่รีบตายจากเราไปเสียก่อนหมดเวรกรรมท่านก็ต้องเลิกไปเอง

ทางแก้ 

 

        1.ต้องปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างลูกกับพ่อ-แม่ให้ถูกต้อง คือมีความกตัญญูกตเวที พยายามให้พ่อ-แม่มีศีลธรรมให้ได้ อย่าได้เอาความชั่วไปต่อความชั่ว มิฉะนั้นในชาติหน้า เราจะต้องไปเกิดและชดใช้บาปกรรมร่วมกันอีก
        2.การทำให้พ่อ-แม่ทุกข์กายและใจ บ่น ด่า ทุบตี หรือ ฆ่า เป็นการปิดทางสวรรค์และนิพพานของลูกพร้อมกันนั้นก็เปิดทางอบายทุคิต วินิบาต และนรกไว้รอด้วย
        3.การที่เราอยู่กับพ่อ-แม่ที่ขี้บ่นหรือด่านั้น ถ้าเจาะให้ลึกถึง “ ก้นบึ้งหัวใจ “ ปล่อยให้เรา ขึ้นช้างลงม้า คอหักตาย “ ไป มิดีกว่าหรือ คำด่าให้ถือว่าเป็นพรอันประเสริฐ ที่ลูกควรรับฟังและพิจารณาด้วยใจเป็นกลาง คือ
        3.1 ถ้าท่านด่าหรือบ่น โดยเราไม่ผิดหรือไม่จริง ก็อย่าได้สวนขึ้นในขณะนั้น รอให้ท่านอารมณ์ดี แล้วค่อยชี้แจงเหตุผลให้ฟังภายหลัง
        3.2 ถ้าท่านด่าหรือบ่น โดยเราเป็นฝ่ายผิด ก็ต้องรีบแก้ไข ปรับปรุงตนอย่าได้ทำเช่นนั้นอีก ท่านก็จะเลิกบ่นไป    เอง
        3.3 ถ้าท่านบ่นหรือด่า โดยหาสาระไม่ได้ ก็ควรสงบใจ วางอุเบกขาเสีย มันเป็นการระบายอารมณ์ ของคนที่มีภาระมาก และวางไม่ลง ได้บ่นหรือด่าใครนิดหน่อย อารมณ์ก็จะดีขึ้น เป็นธรรมดาของคนที่ห่างวัดขาดธรรมะจะต้องเป็นเช่นนั้น
        3.4 คำบ่นหรือด่าของพ่อ-แม่ ไม่มีพิษภัยเท่ากับคำเยินยอของหนุ่มสาว ถ้าเราทนได้ ปล่อยวางอุเบกขาได้ ก็เป็นการบำเพ็ญ “ ขันติบารมี “ ไปในตัว ควรหัดทำใหม่


  วิธีดับทุกข์  เพราะ เพื่อน

        ในมงคล 38 ได้วาง หรือจัดการเรื่องการไม่คบคนพาลไว้เป็นข้อแรก และจัดเรื่องการคบบัณฑิตไว้เป็นข้อที่ ทั้งนี้เพราะ การคบเพื่อนเหมือนกับการเริ่มต้น ของการเดินทาง การคบเพื่อนที่ไมีดีก็เหมือนการเดินทางผิด ยิ่งเดินก็ยิ่งผิด ทางที่ถูกก็คือ ต้องตั้งต้นเดินใหม่ นั้นคือการเลือกคบแต่คนดี
การดูว่าคนดี หรือคนชั่ว เรามีจุดที่จะดูอยู่ จุด คือ ที่กาย วาจา และที่ใจของเขา โดยมีศีลและธรรม เป็นมาตรวัดดังนี้
ทางกาย คือ  ไม่ฆ่าสัตว์  ไม่ลักทรัพย์  ไม่ประพฤติผิดในกาม  และ ไม่ดื่มสุราเมรัย
ทางวาจา คือ  ไม่พูดปด  ไม่พูดคำหยาบ  ไม่พูดส่อเสียด และ ไม่พูดเพ้อเจ้อ
ทางใจ 3  คือ   ไม่โลภอยากได้ในทางที่ผิด  มีจิตเมตตาไม่ปองร้ายหรือพยาบาท และมีความเห็นชอบและถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
มีข้อที่ดูยากคือทางใจ แต่ก็พอจะดูได้ เพราะเมื่อใจคิดแล้วมันก็ต้องพูดหรือทำ ไม่ช้าก็เร็วออกมาจนได้ การคบกันนาน ๆ จึงจะรู้ธาตุแท้หรือสันดานของคนได้แท้จริง  การคบเพื่อนที่ดี ย่อมจะนำแต่ความสุข และความเจริญมาให้ ในทางตรงข้าม ถ้าคบเพื่อนชั่วหรือพาล ย่อมจะนำแต่ความทุกข์เดือดร้อนและความเสื่อมนานาประการมาให้  ดังนั้นใครมีเพื่อนที่ดีอยู่แล้ว ก็ควรจะถนอมน้ำใจด้วยการปฏิบัติตาม “ สังคหวัตถุ 4 “ อย่างสม่ำเสมอ ก็ย่อมจะผูกน้ำใจเพื่อนที่ดีไว้ได้ตลอดกาล   ถ้ามีเพื่อนชั่วควรรีบถอนตัว ตีจากเสียให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันทุกข์ภัย ที่จะมีในปัจจุบัน และในอนาคต
    ทางแก้
1.      พิจารณาให้เห็นโทษของการคบคนชั่ว และคุณของการคบคนดี อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน และต้องตัดสินใจเลิกคบกับคนชั่วให้ได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น
1.1  เลิกคบทันทีทันใด
1.2  ค่อย ๆ แยกหรือปลีกตัวออกมา โดยไม่ให้เขารู้ตัว
1.3  ตัดสายสัมพันธ์ เป็นสื่อเชื่อมโยงออกให้หมด
1.4  ถ้าอยู่ในโรงเรียนเดียวกัน หรือทำงานร่วมกัน ก็อาจขอย้ายโรงเรียน หรือเปลี่ยนงานใหม่ ก็แล้วแต่กรณี
1.5  ย้ายบ้าน อย่าอยู่ใกล้ชิดกันอีกต่อไป
1.6  เลือกคบหาคนดีไว้ทดแทน
เป็นธรรมดาอยู่เอง เมื่อเราคบคนชั่ว คนดีก็ย่อมรังเกียจไม่คบหาด้วย และเมื่อเราเลิกคบกับคนชั่ว คนดีก็ย่อมคบหาด้วย ไม่ต้องกลัวว่าจะหาคนดีคบไม่ได้ ขอแต่ว่าให้เราเป็นคนดี จริง  อย่าเป็นคนประเภท “ ปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ “ ก็แล้วกัน 
วิธีดับทุกข์  เพราะ  ผัว-เมีย
ผู้ที่ครองเรือน ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าผัว-เมีย ทั่วไปมีกัลยาศีล และกัลยาธรรม คือ ศีล และ ธรรม แล้ว ครอบครัวนั้น ก็ย่อมมีความสุขตามโลกีย์วิสัยไม่มีปัญหา ผัว-เมียที่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข หรือมีความทุกข์นั้น อยู่กับเหตุ ประการคือ เสน่ห์ กับ เสนียด
1.      เสน่ห์ คือ สื่อที่ทำให้ผัว-เมีย รักกัน  เช่น พูดจาไพเราะ อ่อนหวาน พูดจริง พูดแต่ในเรื่องที่ควรพูด การแต่งกายให้ดูดีอยู่เสมอ ขยันในกิจการบ้านเรือน
2.      เสนียด คือ มีแต่จัญไร และอัปมงคล พบกันก็มีแต่บ่นหรือด่า ฝ่ายที่ถูกบ่นถูกด่าก็ไม่อยากอยู่ใกล้ ไม่อยากเข้าบ้าน ก็ต้องไปหาบ้านอยู่ใหม่
ทางแก้ ก็คือ ควรใช้หลักธรรม ชุด คือ มีศีล 5 , ละเว้นอบายมุขและมีฆราวาสธรรมอีก ข้อ คือ
ชุดศีล และ ธรรม ควรฝึกทำให้ได้  และชุดอบายมุข ก็ต้องเว้นให้ขาด  การประพฤติ ฆราวาสธรรม ควรมีประจำ คือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ
การจู้จี้ พูดมาก ขี้บ่น ต้นเหตุเพราะ คนในบ้านไม่ให้ความร่วมมืออะไร ๆ จึงมาตกแก่แม่บ้านหมด ทั้งงานนอกงานใน ขี้เยี่ยวไม่ออกก็แม่บ้านคนเดียวถ้า “ ทำใจ “ ไม่ได้ โรคประสาทก็จะถามหาทันที

ทางแก้

ทั้งพ่อบ้าน แม่บ้าน และลูกบ้าน ควรร่วมมือกันอะไรพอทำได้ก็ช่วยกัน และแม่บ้านที่ฉลาด ก็ไม่ควรจะผูกขาดงานในบ้านเสียคนเดียว ใคร ๆ ทำให้ก็ไม่ถูกใจ ควรฝึกให้ลูก ๆ ขยันและช่วยตนเองให้มาก  การเอาแต่ใจตัว คือ ชอบทำอะไรเผด็จการ ไม่ปรึกษาหารือกันก่อน  ผัว-เมียมีสองร่าง (ตัวแต่ควรมีหัวใจเดียวกันบ้านจึงจะสันติสุขควรเป็นคนมีเหตุผล อย่าทำอะไรตามอารมณ์แม้ว่าการทำเช่นนั้นจะไม่ทำให้ครอบครัวแตกแยกก็จริง แต่ต้องนอนหันหลังให้กัน ย่อมไม่มีความสุข  ควรควบคุมอารมณ์ ก่อนทำหรือพูดควรมีสติ และปัญญา   ควรมีความสันโดษ หรือพอใจในสิ่ง ที่มีและได้ อย่าเทียบฐานะกับคนที่เหนือกว่า ควรเทียบกับคนที่ด้อยกว่าแล้วชีวิตจะมีสุข  ครอบครัวที่แสนสุข คือ อยู่ในศีลธรรมทางศาสนา มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ   เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้การหย่าร้าง ควรนึกถึงลูกให้มาก ๆ ควรมอบความรักให้กับลูกให้มาก ๆ ยากนักที่ลูกจะได้รับความรักความอบอุ่นจากคนอื่น เทียบเท่า พ่อ-แม่  เด็กมักเป็นปัญหาแก่สังคม อย่าได้ทิ้งเวรกรรมไว้กับลูกเพราะเขายังอ่อนต่อโลกและชีวิตนัก

 วิธีดับทุกข์  เพราะ ลูก

ลูกคนใด เป็นลูกที่เชื่อฟัง ลูกคนนั้น นับว่าเป็นลูกที่ประเสริฐสุดกว่าลูกทั้งปวง   ส่วนมากพ่อ-แม่ มักจะไม่สนใจคุณธรรมในตัวของลูกเลย ผลก็คือพ่อแม่ส่วนมากในยุคนี้ ต้องผิดหวังน้ำตาตก เป็นโรคประสาท ทั้งที่มีเงินทองเหลือล้น  ทางที่ถูก ควรมุ่งปลูกฝังคุณธรรม หรือศีลธรรมในจิตใจของลูก เสียแต่ยังเล็ก ๆ เพราะเมื่อเด็กมีศีลธรรมหรือคุณธรรมในใจแล้ว ย่อมเป็นลูกที่มีกตัญญูกตเวทีต่อพ่อ-แม่และเชื่อฟังพ่อ-แม่ย่อมทำให้ในสิ่งที่ดีงาม นำความชื่นใจและปลื้มใจมาให้พ่อ-แม่
สาเหตุประการหนึ่ง ที่ลูกไม่ให้ความเคารพหรือเชื่อฟังพ่อ-แม่ เกี่ยวกับการประพฤติตัวของพ่อ-แม่เอง
1.      ไม่ให้ความรักความอบอุ่นกับลูก ถือว่ามีเงินให้ใช้ มีข้าวให้กินอิ่มท้องก็เป็นบุญแล้ว ลืมไปว่าคนเรามีทั้งกายและใจ การให้อาหารควรให้ครบทั้งกาย และใจ
2.      ทำตัวอย่างที่ไม่ดี เช่น ติดเหล้า ติดการพนัน ติดผู้หญิง หากินทางผิดกฎหมาย หรือเอาเปรียบสังคม
3.      ถืออารมณ์มากกว่าเหตุผล ใช้อารมณ์ ใช้อำนาจเข้าข่มก็จะเอาชนะได้แต่กาย แต่ไม่ได้ชนะจิตใจของลูกเลย
4.      รักลูกตามอารมณ์ คือ ต้องการให้ลูกทำอย่างนั้นอย่างนี้  ทำตามความพอใจของพ่อ-แม่แต่เพียงฝ่ายเดียว
5.      เลี้ยงลูกให้ขี้เกียจ  กลัวว่าลูกจะลำบากเลยทำให้หมด  เลยกลายเป็น “ เลี้ยงลูกไม่ให้โต “ ไป
การเลี้ยงลูกที่ดี ควรใช้หลัก ขั้น คือ แม่น้ำเอาน้ำเย็นเข้าปลอบ ) , ลูกยอ ( ใช้วิธียกย่องชมเชย ) , กอไผ่ การใช้เรียวไผ่หวดกัน เมื่อใช้ไม้นวมมาสองขั้นไม่สำเร็จ ก็ต้องเปลี่ยนมาใช้ไม้แข็งบ้าง ) , ใส่เตา ( คือคิดเสียว่าเขาได้ตายจากเราไปแล้ว )   ถ้าเป็นลูกล้างลูกผลาญ ก็ขอให้จบกันเท่านี้ เขาจะขึ้นช้างลงม้า เข้าคุก ก็ปล่อยให้เป็นไปตามกรรมของเขาเถิด

ทางแก้

1.      ความกตัญญูและกตเวที เป็นพื้นฐานของคนดี ควรอบรมและปลูกฝังก่อนสิ่งอื่นใดทั้งหมด ติดตามด้วยความขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ อดทน เสียสละ และมีระเบียบวินัย เป็นต้น
2.      ควรเลี้ยงลูกด้วยเหตุผล  อย่าเลี้ยงลูกด้วยอารมณ์ ตามใจในสิ่งที่ถูก ยกย่องเมื่อเขาทำดี ตำหนิหรือลงโทษเมื่อเขาทำผิด
3.      หัดให้ลูกเป็นคนรับผิดชอบตัวเอง เช่น หน้าที่ การงาน การเงิน เป็นต้น
4.      ควร เลี้ยงลูกให้โต อย่าพยายาม เลี้ยงลูกให้เตี้ย ลง เพราะไม่อาจตามเลี้ยงเขาได้ตลอดชั่วชีวิต
5.      คำพูดที่ว่า จงทำตามฉันสอน แต่อย่าทำตามฉันทำ ไม่ควรนำมาใช้กับลูก พ่อ-แม่ควรเป็นแบบพิมพ์ที่ดี
6.      อย่าห้าม ลูกไม่ให้ทำอะไร ถ้าสิ่งนั้นไม่ผิด หรือไม่เป็นอันตรายเพราะเด็กย่อมอยากรู้และอยากเห็นเป็นทุนอยู่แล้ว
7.      ควรรักลูกด้วยพรหมวิหาร คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
8.      ควรหาโอกาสพาลูกไปวัด ฟังเทศน์ ฟังธรรม ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ตามสมควร
9.      อย่าลืมว่า เรามีหน้าที่เลี้ยงลูกให้ดีเท่านั้น ถ้าเขาไม่รักดีก็เป็นกรรมของเขาเอง ทุกคนไม่อาจฝืนกฎแห่งกรรมของตนได้

วิธีการดับทุกข์ เพราะ จน

หัวใจเศรษฐี ที่พระพุทธเจ้าทรงประทานแก่ ทีฆชาณุ ที่เราเอามาย่อว่า อุ อา กะ สะ มีคำอธิบายโดยย่อ ดังนี้
อุ   ย่อมาจาก อุฎฐานสัมปทา คือ การถึงพร้อมด้วยความหมั่นเพียร ในการประกอบอาชีพที่สุจริต ว่ากันตรง ๆ ก็คือ การไม่เกียจคร้านนั่นเอง
อา ย่อมาจาก  อารักขสัมปทา คือ การถึงพร้อมด้วยการรักษา คือ รักษาทรัพย์ที่หามาได้ ด้วยความหมั่น ไม่ให้เป็นอันตรายหรือหมดไปในทางที่ไม่เป็นประโยชน์
กะ ย่อมาจาก กัลยาณมิตตา คือ การมีเพื่อนเป็นคนดี ไม่คบคนชั่ว
สะ  ย่อมาจาก  สมชีวิตา  คือ การมีความเป็นอยู่ที่พอเหมาะพอดีได้แก่การเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้ ไม่ให้ฝืดเคืองนัก และไม่ให้ฟูมฟายนัก
หากศึกษาและเข้าใจความมุ่งหมาย และนำไปปฏิบัติให้จริงจังสม่ำเสมอ ย่อมไม่อดอยากยากจนแน่นอน ขอเพียงแต่ว่า “ อย่าเลือกงาน “ เท่านั้นเอง  คำว่า “ ตกงาน “ ก็จะไม่มีเลย  เมื่อเงินเดือน หรือ รายได้ประจำไม่พอใช้จริง ๆ ก็ควรหารายได้เพิ่มเติม เป็นประเภทงานอดิเรก  มะเร็งร้ายในสังคมปัจจุบัน คือการใช้ของเงินผ่อน  การประหยัดจึงเป็นสิ่งจำเป็น และปลูกฝังให้ลูก ๆ เกิดค่านิยมนี้ให้ได้   จากการปฏิบัติตามพุทธวจนะ ด้วยการเว้นอบายมุขทุกชนิด ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงไปเปล่า เราก็พอมีกินมีใช้ ไม่ต้องเป็นหนี้ใคร  
สิ่งที่ถือได้ว่า ร้ายที่สุด ในบรรดา “ ความจน “ ทั้งหลาย ก็คือ “ จนใจ “ หรือ “ จนความคิด  อันเป็นเหตุให้ “ จนปัญญา “ ตามมาด้วย  ดังนั้นจงควรหมั่น “ เคาะความคิด “ คือใช้ความคิดที่ว่า ที่เรายากจนหรือรายได้ไม่พอรายจ่ายนั้น เกิดจากอะไร คนที่มีรายได้เท่ากับว่าเขาจนอย่างเราทุกคนใช่ไหม  ในโลกนี้มีงานต่าง ๆ จนนับไม่ถ้วน เราไม่สามารถเปลี่ยนงานหรือหารายได้พิเศษ จากงานเหล่านั้นบ้างเลยหรือ    แต่ถ้าเราไม่ “ จนใจ “ เพียงอย่างเดียว ก็อาจสามารถที่จะสร้างงานขึ้นมาใหม่ ๆ ไม่ซ้ำกับคนอื่น  หรืองานอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วด้วย  เริ่มต้นด้วย “ ความคิด ที่จะทำงานก่อน “ แล้ว งานมันจะมารอให้ทำเอง ..นั้นเอง

วิธีดับทุกข์ เพราะ บุญ


    ในปุญญกิริยาวัตถุสูตร (22/215) พระพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่องการทำบุญไว้ ประการคือ
        1.บุญกิริยาวัตถุ  สำเร็จด้วยทาน
        2.บุญกิริยาวัตถุ  สำเร็จด้วยศีล
        3.บุญกิริยาวัตถุ  สำเร็จด้วยภาวนา
    ส่วนในอรรถกถา ท่านได้ขยายออกไปอีก ประการ คือ
        4.อปจายนมัย  ทำบุญด้วยการ ประพฤติอ่อนน้อม )
        5.เวยยาวัจจมัย  ทำบุญด้วยการ ขวนขวายรับใช้ )
        6.ปัตติทานมัย  ทำบุญด้วยการ ให้ความดีแก่ผู้อื่น )
        7.ปัตตานุโมทนามัย  ทำบุญด้วยการ ยินดีบุญของผู้อื่น )
        8.ธัมมัสสวนมัย  ทำบุญด้วยการ ฟัง อ่านธรรมะ )
        9.ธัมมเทสนานัย ทำบุญด้วยการ สั่งสอนธรรมะ )
        10.ทิฎฐุชุกัมม์  ทำบุญด้วยการ ทำความเห็นให้ตรง )
หลักการทำความดีในพุทธศาสนา ทั้งหมดมีอยู่ พวก ใหญ่ ๆ คือ ทาน ศีล และภาวนา แม้จะขยายออกไปอีก ข้อ ก็ไม่มีทาน คือ ไม่ต้องใช้วัตถุสิ่งของหรือเงินเลย
การรักษาศีล การเจริญภาวนา  ทำที่ใดวันใดก็ได้ ถ้าเราตั้งใจจริงที่จะทำ
        ทางแก้
        1.หลักใหญ่ของคำสอนทางพุทธศาสนา มีอยู่ ขั้น คือ ทาน ศีล ภาวนา ควรทำให้ครบทั้ง ขั้น ไม่ควรย่ำอยู่กับที่ เพราะจะไม่ได้พอสิ่งสูงสุดในพุทธศาสนา
        2.พุทธศาสนาให้อิสระเสรีในการทำความดี
        3.การทำความดี หรือบุญ ควรทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ อย่าเห็นแก่หน้าหรือค่านิยม จะได้บุญแรง
        4.ไม่ว่าจะอยู่บ้านหรือที่ทำงาน ถ้ารู้จักตัวบุญแล้ว จะทำบุญได้ทุกที่ทุกเวลา
        5.บุญยอดบุญ คือ การทำให้จิตใจสงบแลเย็น ด้วยการเจริญสติสมาธิและวิปัสสนา

วิธีดับทุกข์  เพราะ  ปมด้อย

        คำว่า “ ปมด้อย  ในที่นี้ หมายถึงความรู้สึกที่ “ ด้อยกว่า “ คนอื่น ในหลาย ๆ อย่าง เช่น ฐานะ รูปร่าง ผิวพรรณ การศึกษา ชาติตระกูล และอาชีพ เป็นต้น  บางอย่างเราทำได้ เช่น ฐานะ การศึกษา หรือคุณธรรมความดี ต่าง ๆ บางอย่างเราทำเองไม่ได้ เราก็อย่าไปสนใจมัน เช่น ชาติตระกูล ผิวพรรณ หรือรูปร่าง เป็นต้น ความคิดทำให้เกิดปัญญา (โยคา เว ซายเต ภูริ – ธรรมบท 25/44 ) แต่อย่าคิดให้ฟุ้งซ่าน จนเกิดความวุ่นวายหรือเป็นทุกข์มันก็ไม่เกิดโทษแก่จิตใจตนแต่ประการใด  ในทางกลับกัน คนที่ไม่มีความคิด ปัญญาก็ไม่เกิด เมื่อขาดปัญญาเพียงอย่างเดียว คนเราไม่อาจจะพัฒนาตนให้ดีขึ้นได้ไม่ว่าในรูปธรรมหรือนามธรรม
ในทางพระ ถือว่าคนเราไม่อาจแข่งบุญหรือวาสนากันได้ เพราะเป็นเรื่องของอดีตแต่เราก็สามารถที่จะ แข่งกันทำความดีได้ และจะเป็นต้นเหตุให้บุญวาสนาในอนาคตของเราเทียบเท่าหรือเหนือคนอื่นได้อย่างไม่ต้องสงสัย  ความจริงอีกอย่างหนึ่ง คนที่มีฐานะดี รูปร่างดี ผิวพรรณดี การศึกษาดี ตระกูลดี มียศศักดิ์ และอาชีพที่สูงส่งนั้น ใช่ว่าจะมีความสุขไปหมดทุกคน บางคนก็มีความทุกข์เช่นเดียวกัน หรือบางทีอาจจะมากกว่าคนจน เสียอีก   ถ้ามองให้ลึก จะเห็นสัจจะของชีวิตที่ว่า สิ่งเหล่านี้ ยศถาบรรดาศักดิ์ ยิ่งมีมากเท่าไร จิตใจของเราก็ยิ่งจะห่างไกล จากความสงบสุขมากขึ้น 
        ทางแก้
        1.ควรปรับความคิด ให้มีจิตสันโดษ สมถะ พอใจในสิ่งที่ตนมี
        2.คนเราแม้เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะทำความดีได้
        3.ความสุขที่แท้จริงของคนเรา ไม่ใช่อยู่ที่ ฐานะ ตระกูล รูปร่าง ผิวพรรณ การศึกษา ยศศักดิ์ หรืออาชีพ แต่อยู่ที่จิตใจที่สงบเย็น
        4.ในโลกนี้ คนเขามิได้นับถือหรือบูชากันที่รูปร่างหรือตระกูลแต่ เขานับถือกันที่คุณธรรมความดีต่าง ๆ
        5.คนเราควรสนใจในคุณธรรมความดี มากกว่าจะมาสนใจ เรื่อง รูปร่าง ผิวพรรณ ยศถาบรรดาศักดิ์ต่าง ๆ

วิธีดับทุกข์  เพราะ  ฝืนธรรมชาติ

        ธรรมชาติ คือ ของ ที่เกิดเอง และเป็นไปเองตามวิสัยของโลก เช่น สิ่งมีชีวิต และสิ่งไม่มีชีวิต ต่าง ๆ ภายในโลกนี้ มันเป็นธรรมดาที่เกิดขึ้นเอง และก็ต้องเสื่อมสลายลงไปเมื่อถึงเวลา
ธรรมชาติ แยกออกเป็น ฝ่าย คือ ฝ่ายที่มีจิตใจ  และฝ่ายที่ไม่มีจิตใจ
ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ ย่อมจะต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ แต่ก็ไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงได้ถ้าปฏิบัติให้ถูกต้องตาม กฎของธรรมชาติก็จะไม่ก่อให้เกิดความทุกข์ได้  ตรงกันข้ามสิ่งเหล่านี้ อาจก่อให้เกิดคุณแก่เรา อย่างสูงสุดจนถึงพระนิพพานได้ ถ้ามีสติและปัญญาพอ เหตุที่เกิดความทุกข์ก็เพราะเราไม่เข้าใจ ในกฎธรรมชาติหรือชอบ ฝืนธรรมชาติ  ฝ่ายที่มีจิตใจ ได้แก่ คน และ สัตว์   เหตุที่เกิดทุกข์ก็คือ อยากได้ อยากกิน หรือความอยากนั่นเอง  และ ความไม่อยาก  ความไม่อยากให้เกิด ต่าง ๆ   คือการฝืนหรือบังคับ ธรรมชาติไม่ให้เกิด เมื่อไม่รับผลตอบแทนตามที่อยาก หรือไม่อยาก ก็เลย ทำให้ สุขภาพจิตเสื่อม
        ทางแก้
        1.อย่าฝืนโลก อย่าแบกโลก  ให้คิดเสียว่า “ อะไรจะเกิดมันก็เกิด อะไรจะดับมันก็ดับ “ ไปตามเหตุปัจจัยของมัน หน้าที่ของเราคือ “ ทำเหตุที่ดีและถูกต้อง “ เท่านั้นเป็นพอ
        2.ธรรมชาติจะไม่โหดร้าย ถ้าเราปรับใจได้ถูกต้อง แถมจะได้รับบทเรียนที่ล้ำค่าจากธรรมชาติ เป็นของขวัญเสียอีกด้วย
        3.ถ้าอยากให้ธรรมชาติ ตอบปัญหาอันเร้นลับ ก็จงตั้งปัญหาถามธรรมชาติดูเถิด แล้วธรรมชาติจะตอบคำถามเอง ถ้าท่านไม่มีเชื้อ “ ปทปรมะ “ อย่างหนาแน่น ท่านจะได้ยินเสียงธรรมชาติตอบปัญหาเอง……

วิธีดับทุกข์  เพราะ  กลัวตาย

        ตาย คือ การหมดลมหายใจ ร่างกายกับจิตใจ หรือรูปกับนามแยกออกจากกัน ที่เรียกว่า ศพ” หรือ ผี” ซึ่งมีชีวิต เมื่อมีการเกิดแล้วก็มีการตายเสมอกันหมด ไม่มีการยกเว้น ต่างแต่ว่าจะเร็วหรือช้ากว่ากันเท่านั้น  การกลัวตาย นั้น เป็นธรรมดาของปุถุชน ที่หนาด้วยกิเลสและตัณหาที่ปรารถนาความสุขความเกลียดความทุกข์ จึงต้องกลัวตาย เพราะการตายหมายถึงความสูญสิ้นแล้วทุกสิ่งแม้แต่ร่างกายของตนเองก็ต้องสูญสลาย
คนที่ไม่กลัวความตาย มี พวก คือ พระอรหันต์  ผู้ไม่ประมาท และผู้มีกิเลสตัณหาจัด
การกลัวตายเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เกิดการแสวงหาที่พึ่งที่ดีกว่า ประเสริฐกว่า   ถ้าทำความชั่วไว้ ความชั่วก็ต้องตอบสนอง ทำความดีไว้ ความดีก็ต้องสนอง ไม่มีใครหลบหลีกพ้น
ผู้มีปัญญาจึงไม่ควรประมาท รีบสะสมและกอบโกยเอาแต่ความดี หลีกหนีความชั่ว เพราะความชั่วมีผลเป็นทุกข์ ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต การระลึกถึงความตายจึงมีประโยชน์ที่ช่วยเหนี่ยวรั้งไม่ให้คนเราทำความชั่ว และกลับตัวเป็นคนดี เพื่อจะได้พบกับความสุขที่แท้จริง คือสุขที่ไม่เบียดเบียน ทั้งตนเอง และผู้อื่น
        ทางแก้
1.      อย่าประมาท จงรีบทำความดีไว้มาก ๆ จะเกิดความ “ อุ่นใจ “ จะไปเมื่อไหร่ก็ได้ พร้อมอยู่แล้วสำหรับความตาย
2.      หัด “ ตายเทียม “ คือ เมื่อเห็นคนตาย ก็ให้น้อมเข้ามาเทียบกับตัวเอง จะทำให้เกิดความเคยชิน ความกลัวในเรื่องความตายจะน้อยลง
3.      พูดถึงความตายบ่อย ๆ ทำพินัยกรรมเตรียมไว้ บอกลาตายเตรียมไว้ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลเตรียมไว้ให้ตนเอง บางคนถึงกับต่อโลงเตรียมไว้ก่อน
4.      เลิกความเชื่อที่ว่า เมื่อพูดถึงเรื่องความตายบ่อย ๆ ก็จำทำให้เป็นลาง และตายเร็ว ๆ
5.      เจริญมรณัสสติ เป็นวิธีที่ดีที่สุด คือ มีสติระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าลมหายใจออก
ถ้าทำได้ถูกวิธีแล้ว โลภะ ราคะ โทสะ โมหะ หรือตัณหา มานะ ทิฐิ และอุปทาน มันจเบาบาง เหมือนกับหมดไปหรือไม่มีเป็นบางครั้ง

            ทั้งหมดนี้ตามที่ได้กล่าวมา  หลายข้อ ถึงวิถีทางแห่งการดับทุกข์  เป็นเรื่องจริงที่อยากเชิญชวนให้ผู้ที่ยังไม่เคยปฏิบัติ ให้ลองปฏิบัติ ดู บางที ท่านอาจจะได้พบกับความสุขที่ไม่เคยพบมาก่อนเลยในชีวิต ก็ได้
-------------------------------

ธรรมะ ท่านอาจารย์ “ พุทธทาส อินทปัญโญ “ แห่งวัดป่าสวนโมกข์พลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี 
ให้ไว้ วันที่ 22 พฤษภาคม 2531

จงทำกับเพื่อนมนุษย์โดยคิดว่า 
เขาเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา
เขาเป็นเพื่อน เวียนว่าย อยู่ในวัฎฎสงสาร ด้วยกันกะเรา
เขาก็ตกอยู่ใต้อำนาจ กิเลส เหมือนเรา ย่อมพลั้งเผลอไปบ้าง
เขาก็มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่น้อยไปกว่าเรา
เขาย่อมพลั้งเผลอบางคราว เหมือนเรา
เขาก็ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม เหมือนเรา ไม่รู้จักนิพพานเหมือนเรา
เขาโง่ในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยโง่
เขาก็ตามใจตัวเองในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยกระทำ
เขาก็อยากดี เหมือนเรา ที่อยาก ดี – เด่น – ดัง
เขาก็มักจะกอบโกย และ เอาเปรียบ เมื่อมีโอกาสเหมือนเรา
เขามีสิทธิ ที่จะบ้าดี – เมาดี – หลงดี – จมดี เหมือนเรา
เขาเป็นคนธรรมดา ที่ยึดมั่น ถือมั่น อะไรต่าง ๆ เหมือนเรา
เขาไม่มีหน้าที่ ที่จะเป็นทุกข์ หรือตายแทนเรา
เขาเป็นเพื่อน ร่วมชาติ ร่วมศาสนา กะเรา
เขาก็ทำอะไร ด้วยความคิดชั่วแล่น และ ผลุนผลัน เหมือนเรา
เขามีหน้าที่รับผิดชอบ ต่อครอบครัวของเขา มิใช่ของเรา
เขามีสิทธิ ที่จะมีรสนิยม ตามพอใจของเขา
เขามีสิทธิ ที่จะเลือก แม้ศาสนา ตามพอใจของเขา
เขามีสิทธิ ที่จะใช้สมบัติ สาธารณะ เท่ากันกับเรา
เขามีสิทธิ ที่จะเป็นโรคประสาท หรือเป็นบ้า เท่ากับเรา
เขามีสิทธิ ที่จะขอความช่วยเหลือ เห็นอกเห็นใจ จากเรา
เขามีสิทธิ ที่จะได้รับอภัย จากเรา ตามควรแก่กรณี
เขามีสิทธิ ที่จะเป็นสังคมนิยม หรือ เสรีนิยม ตามใจเขา
เขามีสิทธิ ที่จะเห็นแก่ตัว ก่อนเห็นแก่ผู้อื่น
เขามีสิทธิ แห่งมนุษยชน เท่ากับเรา สำหรับจะอยู่ในโลก
ถ้าเราคิดกันอย่างนี้ จะไม่มีการ ขัดแย้งใด ๆ เกิดขึ้น….

ที่มา : http://www.mukdahannews.com/e-dubtook.htm

Wednesday, December 30, 2015

สุดยอดความก้าวหน้าในวงการเทคโนโลยีประจำปี 2015 มีอะไรบ้าง?

สุดยอดความก้าวหน้าในวงการเทคโนโลยีประจำปี 2015 มีอะไรบ้าง?

วงการเทคโนโลยีในช่วงปีที่ผ่านมามีความก้าวหน้าไปมากในเรื่องของหุ่นยนต์ อุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ เทคโนโลยีแบบควบคุมตนเอง และแหล่งพลังงานสะอาด

ความก้าวหน้าในด้านคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ เครื่องยนต์กลไก เซนเซอร์ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ได้ทำให้วงการเทคโนโลยีในปี 2015 ที่กำลังจะผ่านไป เข้าใกล้กับโลกของหุ่นยนต์แห่งอนาคตมากขึ้น 
http://av.voanews.com/Videoroot/Pangeavideo/2015/12/4/48/48814b96-fd1f-490e-8170-6f9b70cafdbd.mp4

รถยนต์แบบขับเคลื่อนด้วยตัวเองและรถยนต์ไฟฟ้า

เทคโนโลยีที่ดูเหมือนจะถูกพูดถึงมากที่สุดในปี 2015 คือ รถยนต์แบบขับเคลื่อนด้วยตัวเอง และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งขณะนี้บริษัทรถยนต์ใหญ่ๆทั่วโลกต่างหันมาพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้น รวมถึงเปลี่ยนมาใช้แหล่งพลังงานจากไฮโดรเจน                      
คุณ Takahiro Hachigo ซีอีโอของ Honda กล่าวว่าทางบริษัทต้องการสร้างสังคมที่ทั้งผลิต ใช้ และเชื่อมต่อกับพลังงานไฮโดรเจน

ในส่วนของรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง หรือ Driverless Car ก็กำลังขยับใกล้ความเป็นจริงเข้าไปทุกที และเมื่อเร็วๆนี้ รถบรรทุกแบบขับเคลื่อนด้วยตัวเองของ Mercedes ก็สามารถเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการทดสอบวิ่งบนทางด่วนที่การจราจรคับคั่งได้อย่างประสบผลสำเร็จ
http://av.voanews.com/Videoroot/Pangeavideo/2015/08/c/c1/c1107265-f202-4f4f-acee-9cbd28a1ea82.mp4

เครื่องพิมพ์สามมิติหรือ 3D Printer

เทคโนโลยีอีกแขนงหนึ่งที่ก้าวหน้าไปไม่น้อย คือเครื่องพิมพ์สามมิติหรือ 3D Printer ซึ่งสามารถพิมพ์สิ่งของได้มากมายหลายประเภทตั้งแต่ขนมไปจนถึงรถยนต์ และมีงานวิจัยบางชิ้นที่ระบุว่า อีกไม่นานบ้านที่พิมพ์ออกมาจากเครื่องพิมพ์สามมิติ อาจนำมาใช้แก้ปัญหาขาดแคลนที่อยู่อาศัยได้                                                       
คุณ May Yihe ซีอีโอของบริษัท Winsun Engineering บอกว่าทางบริษัทใช้ขยะจากครัวเรือนหรือสิ่งของเหลือใช้ทางอุตสาหกรรม มาเป็นวัตถุดิบสำหรับการสร้างบ้านที่พิมพ์ออกมาจากเครื่องพิมพ์สามมิติ
http://av.voanews.com/Videoroot/Pangeavideo/2015/11/0/03/03e61509-772a-4d64-8e6f-021b07220e21.mp4

เทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญหาประดิษฐ์

เทคโนโลยีที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ในช่วงปีที่ผ่านมา คือเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญหาประดิษฐ์ ซึ่งปี 2015 นี้มีการเปิดตัวหุ่นยนต์แบบใหม่หลายชนิด ตั้งแต่หุ่นยนต์รับรองแขก หุ่นยนต์บาร์เทนเดอร์ ไปจนถึงหุ่นยนต์ที่เรียกว่า exoskeleton ที่ทำให้ผู้ป่วยอัมพาตกลับมาเดินได้อีกครั้ง และอวัยวะเทียมที่สามารถควบคุมการทำงานจากสมองของผู้สวมใส่ได้
ศัลยแพทย์ด้านกระดูกและกล้ามเนื้อ Thorvaldur Ingvarsson ระบุว่าเมื่อใส่เซนเซอร์เข้าไปในกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อนั้นจะสามารถรับสัญญาณที่ส่งมาจากสมอง แล้วส่งต่อไปยังอวัยวะเทียมเพื่อให้สมองสามารถสั่งการควบคุมอวัยวะเทียมชิ้นนั้นได้

http://av.voanews.com/Videoroot/Pangeavideo/2015/01/b/b0/b0074278-92da-40f1-bc66-143074717a85.mp4

เทคโนโลยีไร้คนขับหรือโดรน (Drone)

เทคโนโลยีไร้คนขับหรือโดรน (Drone) มีทั้งแบบบนฟ้า บนบกและในทะเล ซึ่งปี 2015 ถือเป็นปีที่โดรนถูกนำมาใช้ในด้านต่างๆมากที่สุด ตั้งแต่สำรวจใต้ทะเล บินตรวจดูการลักลอบล่าสัตว์ในแอฟริกา ช่วยเกษตรกรสำรวจพื้นที่การเกษตรและวิเคราะห์ผลผลิต บินสำรวจประชากรสัตว์ป่าพันธุ์หายาก ไปจนถึงการใช้ในการขนส่งสินค้าต่างๆ

http://av.voanews.com/Videoroot/Pangeavideo/2015/11/0/0e/0ea331ec-46a8-4a17-ab92-8b8f4637eb3d.mp4

ความก้าวหน้าด้านซอฟต์แวร์ในปี 2015

ปีนี้เป็นปีที่มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับโทรศัพท์สมาร์ทโฟนกันอย่างแพร่หลายและซับซ้อนมากที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแอพที่นำมาใช้ในด้านสุขภาพและทางการแพทย์ เช่นแอพที่ใช้ตรวจผลเลือดได้ทันทีภายใน 15 นาที โดยไม่ต้องส่งตัวอย่างเลือดนั้นไปที่ห้องแล็บเหมือนเมื่อก่อน

เทคโนโลยีระบบเสมือนจริง หรือ Virtual Reality

ซอฟต์แวร์อีกอย่างหนึ่งที่ที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่กำลังเร่งพัฒนาอย่างจริงจังคือ เทคโนโลยีระบบเสมือนจริง หรือ Virtual Reality ที่ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมเกมคอมพิวเตอร์ ด้วยแว่นตาครอบศีรษะซึ่งสามารถพาเราเข้าไปอีกโลกหนึ่งได้ทันที                                       
คุณ John Hick ผู้เชี่ยวชาญด้านวิดีโอเกมส์กล่าวว่า Virtual Reality คือเทคโนโลยีที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในขณะนี้ และจะกลายมาเป็นจุดสนใจมากขึ้นในปีที่กำลังจะมาถึง

นอกจากนั้น ปี 2015 ยังเป็นปีที่บริษัทซอฟต์แวร์ต่างๆ เปิดตัวระบบปฏิบัติการใหม่ๆกันอย่างครึกโครม ซึ่งรวมถึงระบบปฏิบัติการ Window 10 ของ Microsoft ที่ให้บริการดาวน์โหลดฟรีได้เป็นครั้งแรกอีกด้วย
(ทรงพจน์​สุภาผล เรียบเรียงจากรายงานของผู้สื่อข่าว George Putic)
ที่มา : http://www.voathai.com/content/tech-2015-wraps/3108317.html

สังคมโลกยุคโลกาภิวัฒน์

สังคมโลกยุคโลกาภิวัฒน์



 โลกยุคโลกาภิวัตน์ 

          คำว่า “โลกาภิวัตน์” หมายถึง การแพร่กระจายไปทั่วโลก (ของข่าวสาร) การที่ประชาคมโลกไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใดสามารถรับรู้ สัมผัส หรือ รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว กว้างขวาง สืบเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศ ดังนั้นยุคโลกาภิวัตน์จึงเป็นยุคข้อมูลข่าวสาร (Information Age) ที่ไร้พรมแดน อันเป็นยุคที่มีพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทางด้านเทคโนโลยีสื่อสารและคมนาคม ทำให้ประเทศต่าง ๆ ได้เข้ามาใกล้ชิดกันมากขึ้น กระแสโลกทั้งในรูปของทุนและข้อมูล รวมทั้งค่านิยมบางประการ เช่น สิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ได้ขยายตัวครอบคลุมไปทั่วโลก 

           ลักษณะสำคัญของโลกาภิวัตน์ จึงเป็นความหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับการกระจายกิจกรรม
การดำเนินงาน ซึ่งแต่เดิมอาจจะผูกขาดอยู่ ณ ศูนย์หรือแหล่งไม่กี่แห่งในโลก ออกไปยังท้องถิ่นหรือศูนย์ใหม่ๆ หลากหลายมากขึ้น ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า สังคมยุคโลกาภิวัตน์จึงเป็นโลกที่มนุษย์สามารถข้ามพรมแดนของประเทศและสามารถทะลุกาลเวลาได้ โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศในการติดต่อสื่อสารในลักษณะที่ไร้พรมแดน โลกในสายตาของผู้ที่อาศัยเทคโนโลยี จึงเป็นโลกใบเล็กที่สามารถติดต่อถึงกันได้ง่ายและรวดเร็ว 
          
           ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกมิติทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี อันเป็นผลมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองโลก มีผลทำให้ประเทศต่าง ๆ ในโลกต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และมีความเชื่อมโยงระหว่างกันมากขึ้น โลกที่เคยกว้างใหญ่กลับเล็กลง ดินแดนแต่ละประเทศที่อยู่ห่างไกลกันสามารถติดต่อกันได้ภายในเวลาเสี้ยววินาทีประดุจเป็นหมู่บ้าน (Global Village) ภูเขาและทะเล ซึ่งเป็นพรมแดนธรรมชาติ ที่เคยเป็นอุปสรรคในการติดต่อไปมาหาสู่ ดูเสมือนเลือนหายไปจนกลายเป็นโลกไร้พรมแดน 


          ลักษณะสำคัญของสังคมโลกยุคโลกาภิวัตน
          คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร

          สังคมโลกาภิวัตน์คอมพิวเตอร์มีบทบาทสำคัญมาก เพราะเป็นเครื่องมือที่จะรับและแปลงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและไม่ค่อยมีข้อจำกัด คอมพิวเตอร์ได้ถูกนำมาใช้ในการจัดเก็บ บันทึกข้อมูล จัดระบบข้อมูล และนำมาใช้สื่อสารถึงกันในเวลาอันรวดเร็วทุกมุมโลก ในระยะไม่กี่ปีมานี้ ได้มีการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ไปอย่างมาก จากเครื่องที่มีขนาดใหญ่ราคาแพง เป็นระบบคอมพิวเตอร์ ส่วนบุคคลที่มีขนาดเล็ก มีคุณภาพ ราคาถูก และศักยภาพสูง เครื่องคอมพิวเตอร์จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการแพร่ข้อมูลข่าวสารในยุคโลกาภิวัตน์
          

          เกิดการเพิ่มขึ้นของแรงงานด้านข่าวสาร จำนวนแรงงานที่ทำงานเกี่ยวกับข่าวสาร ข้อมูลมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แรงงานเหล่านี้ได้แก่ผู้ที่อยู่ในวงการการศึกษา การคมนาคม การพิมพ์ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ สื่อสารมวลชน ทุกประเภท การเงิน การบัญชี รวมทั้งอุตสาหกรรมผลิตคอมพิวเตอร์หรือชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และงานที่เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาจัดการกับ ข่าวสารทุกชนิด

          เกิดการไหลบ่าของข้อมูลข่าวสาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจและสังคมเจริญก้าวหน้า เศรษฐกิจที่เจริญก้าวหน้าทำให้โลกตะวันตกมั่งคั่งร่ำรวย ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดเป็นแรงกระตุ้นให้มีการวิจัยและพัฒนา เพื่อศึกษาค้นคว้าหาข่าวสารที่เป็นประโยชน์อย่างไม่หยุดยั้ง สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ก็ทำหน้าที่ค้นคว้าวิจัยเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น เทคโนโลยีสื่อสารอันทันสมัยก็มีส่วนช่วยให้เกิดการเปลี่ยนถ่ายข้อมูลใหม่ ๆ หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

          ระบบเศรษฐกิจประสานเป็นหนึ่งเดียว ในสังคมยุคโลกาภิวัตน์ระบบเศรษฐกิจจะมีการประสานเป็นหนึ่งเดียว ทำให้พรมแดนแต่ละประเทศไม่อาจขวางกั้นพลังทางเศรษฐกิจได้ นอกจากนี้ ระบบเศรษฐกิจยังได้เปลี่ยนรากฐานจากระบบอุตสาหกรรมมาเป็นระบบเศรษฐกิจแบบฐานข่าวสาร (Information based economy) ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการผลิต การจัดการ และเผยแพร่ข่าวสาร ข่าวสารกลายเป็นสินค้าประเภทหนึ่ง ตัวอย่างธุรกิจชนิดนี้ เช่น การผลิตคอมพิวเตอร์ เครื่องโทรคมนาคม วิทยุ โทรทัศน์ การพิมพ์ โทรศัพท์ หนังสือ วารสาร เป็นต้น ข่าวสารกลายเป็นเรื่องสำคัญและเป็นทรัพยากรที่สำคัญ ผู้ต้องการใช้ข่าวสารต้องเสียค่าใช้จ่าย ข่าวสารกลายเป็นแหล่งทุน และเป็นบ่อเกิดของการว่าจ้างแรงงาน

          ผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อสังคมโลก


          ผลกระทบด้านสังคม
          การครอบโลกทางวัฒนธรรม เนื่องจากระบบสื่อสารไร้พรมแดน ทำให้เกิดการครอบโลกทางวัฒนธรรม อิทธิพลของวัฒนธรรมและอำนาจของเศรษฐกิจจากประเทศที่พัฒนาแล้วได้ไหลบ่าเข้าสู่ประเทศอื่นอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดกระแสวัฒนธรรมโลก (Neo - Westernization) ครอบงำทาง ความคิด การมองโลก การแต่งกาย การบริโภคนิยม แพร่หลายเข้าครอบคลุมเหนือวัฒนธรรมประจำชาติของแต่ละประเทศ ผลที่ตามมา คือ เกิดระบบผูกขาดแบบไร้พรมแดน

          หมู่บ้านโลก (Global Village) จากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคม ทำ ให้สังคมโลกไร้พรมแดน โลกทั้งโลกเป็นเสมือนหมู่บ้าน เดียวกัน สมาชิกของหมู่บ้านคนใดทำอะไร ก็สามารถรับรู้ได้ ทั่วกันทั่วโลก เมื่อมาอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน สิ่งใดที่มากระทบประเทศหนึ่งก็ย่อมกระทบถึงประเทศอื่น ๆ ไปด้วยอย่างมิอาจ หลีกเลี่ยงได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในส่วนใดส่วนหนึ่งของโลกสามารถรับรู้ได้อย่างฉับพลัน
จากผลกระทบด้านสังคมที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่า มีปรากฏการณ์ที่เราเรียกว่า POP CULTURE เกิดขึ้น ปรากฏการณ์นี้ คือรูปแบบวัฒนธรรมที่มีการประพฤติ ปฏิบัติในวงกว้าง เช่นการบริโภค อาหารแบบ FAST FOOD ตามวิถีแบบอเมริกันชนความเป็นอยู่ การศึกษา ต่างๆ ที่เป็นแบบแผน เดียวกัน ในการดำเนินชีวิต 

          ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ
          ระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ ซึ่งมีข้อมูลข่าวสารเข้ามามีบทบาทสำคัญ ซึ่งจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงด้านการผลิตสินค้า จากการผลิตที่เหมือนกันในปริมาณที่เป็นจำนวนมาก มาเป็นการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาควบคุมในการผลิต โดยมีลักษณะการใช้งานเฉพาะ ซึ่งใช้ระยะเวลาการผลิตสั้นกว่า สิ้นเปลืองน้อยกว่า จะเข้ามาแทนที่ เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนอาจได้รับการผลิตในประเทศต่าง ๆ 4 ประเทศ ที่มีความสามารถเฉพาะด้าน แล้วนำมาประกอบในประเทศที่ 5 แล้วส่งขายไปทั่วโลก ซึ่งเป็นลักษณะของการเกิดบริษัทข้ามชาติทุนข้ามชาติ ที่เข้าไปเสาะแสวงหาผลกำไร อย่างไร้พรมแดนในดินแดนต่างๆ ทั่วโลก แล้วกำไรเหล่านั้น ถูกส่งไปพัฒนา หรือถูกส่งไปยังบริษัทใหญ่ในประเทศแม่ เป็นแบบฉบับธุรกิจโลกาภิวัตน์ ซึ่งมีผลทำให้ธุรกิจ การเงิน หลักทรัพย์ ธนาคาร ประกันภัย ต้องปรับตัวเพื่อรองรับธุรกิจแบบโลกาภิวัตน์ด้วย การผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนระบบการผลิตมาเป็นการผลิตอย่าง ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ระบบการเงินก็จะต้องปรับมาบริการแบบ 24 ชั่วโมงด้วย กระแสเงินตราต่าง ๆ ได้ผ่านเข้าออกธนาคารตลอดเวลาในช่วงเวลาที่วัดกันเป็นเสี้ยววินาที โดยใช้อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอัตราเร็วนี้คือความสามารถที่จะก้าวล้ำหน้า ทำให้มีผลต่อการกระจายอำนาจและผลกำไรอย่างมากมาย นอกจากนั้น กระแสการแข่งขันด้านการค้าและการแสวงหาตลาดได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นสภาพข้ามชาติอย่างแท้จริง การค้าและช่องทางการเข้าสู่ตลาดโลกมิอาจดำเนินไปในรูปแบบที่เรียกว่า ลัทธิพาณิชย์นิยม (Mercantilism) ที่เคยเป็นลักษณะหนึ่งของการแข่งขัน เพื่อผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์ในอดีต การดำเนินกิจกรรมทางการค้าได้พัฒนาซับซ้อนและมีกลไกมีวิธีการหลากหลายมากขึ้น ในยุคนี้จะได้เห็น “การทูตแผนใหม่” (New Diplomacy) ที่มุ่งไปที่พันธมิตรทางธุรกิจ การค้าและอุตสาหกรรม แทนการใช้ระบบการเมืองดังที่เคยปรากฏในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา

          ผลกระทบด้านการเมือง
          เกิดความรู้สึกท้องถิ่นนิยม (Localism) กระแสโลกาภิวัตน์สร้างความรู้สึกท้องถิ่นนิยมแทนที่อุดมการณ์ชาตินิยม เนื่องจากสังคมยุคโลกาภิวัตน์เป็นยุคแห่งข่าวสาร ซึ่งประชาชนใน ท้องถิ่นสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนของตนได้อย่างรวดเร็วจากสื่อมวลชน ทำให้เกิดการปลุกจิตสำนึกของประชาชนในท้องถิ่น ให้รู้จักเห็นคุณค่าอนุรักษ์ รักษา และหวงแหนทรัพยากรภายในท้องถิ่นของตน พร้อมทั้งตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาลกลาง หากรัฐบาลกลางหวังจะตักตวงผลประโยชน์จากท้องถิ่นโดยไม่โปร่งใส ก็จะถูกต่อต้านจาก ประชาชนในท้องถิ่น ดังที่เราได้พบเห็นที่กลุ่ม ประชาชน ออกมาเรียกร้อง สิทธิ ความเสมอภาคต่างๆ
 

ที่มา :  https://sites.google.com/site/xaseiynniyukhlokaphiwathn/sangkhm-lok-yukh-lokaphiwathn

ปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของวงการสาธารณสุขโลก

ปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของวงการสาธารณสุขโลก

Antibiotics


วงการแพทย์ได้ใช้ยาเพนนิซิลินบำบัดเชื้อแบคทีเรียหลายชนิดมาตั้งแต่ 87 ปีที่แล้วแต่มาถึงตอนนี้มีเชื้อเเบคทีเรียหลายชนิดดื้อต่อยาปฏิชีวนะมากขึ้น
ในปี 2015 องค์การอนามัยโลกเตือนว่าเรากำลังถอยหลังกลับไปสู่ยุคก่อนหน้ายาปฏิชีวนะที่จะมีคนเสียชีวิตกันมากขึ้นจากการติดเชื้อแบคทีเรียทั่วๆ ไป  
ด็อกเตอร์ไมเคิ่ล เบล แห่งสำนักงานควบคุมโรคแห่งสหรัฐหรือ CDC กล่าวว่าในอินเดียเพียงประเทศเดียว ประมาณว่ามีเด็กทารกราว 58,000 คนที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อโรคดื้อยาเพียงชนิดเดียวภายในหนึ่งปีเท่านั้น สำนักงาน CDC ประมาณว่ามีคนในสหรัฐฯเสียชีวิต 23,000 รายในปี 2014 จากเชื้อโรคดื้อยา
ด็อกเตอร์ไมเคิ่ล เบล กล่าวว่าปัญหาเชื้อโรคดื้อยาเป็นปัญหาใหญ่ ที่ผ่านมาเราเคยมียาปฏิชีวนะหลายชนิดเพื่อใช้บำบัดโรค และเมื่อยาปฏิชีวนะชนิดหนึ่งใช้ไม่ได้ผล เราจะปรับไปใช้ยาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์แรงขึ้น แต่มาถึงขณะนี้เราไม่มียาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์แรงหลงเหลืออยู่อีกแล้ว
เชื้อแบคทีเรียวิวัฒนาการตลอดเวลา เชื้อแบคทีเรียที่ยาปฏิชีวนะไม่สามารถกำจัดได้จึงขยายพันธุ์ต่อไป
ปกติตัวยาปฏิชีวนะเองไม่ก่อให้เกิดการดื้อยา แต่การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่ถูกต้องเป็นสาเหตุหลักสาเหตุหนึ่งของการเกิดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาชนิดต่างๆ 
ที่เลวร้ายกว่านั้น คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่ายาปฏิชีวนะมีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่สามารถใช้บำบัดการติดเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคไข้หวัดใหญ่หรือเป็นหวัดธรรมดา
เพื่อแก้ปัญหานี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์กำลังหาทางพัฒนายาตัวใหม่ๆออกมา พร้อมไปกับการหาทางคงรักษายาปฏิชีวนะที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคได้ต่อไป 
ผลการศึกษาโดยสำนักงานป้องกันโรคแห่งสหรัฐพบว่า โรงพยาบาลในสหรัฐใช้ยาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์แรงเกินไปและใช้ยามากความจำเป็น ทางสำนักงานได้ร้องขอให้บรรดาแพทย์ในโรงพยาบาลมีความระมัดระวังมากขึ้นในการสั่งใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรค นอกจากนี้ สำนักงาน CDC ยังกำลังศึกษาถึงต้นเหตุต่างๆ ของการติดเชื้ออีกด้วย 
ปัญหาเชื้อเเบคทีเรียดื้อยา นอกจากจะเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินไปเเล้ว ยังมีสาเหตุความบกพร่องในการรักษาความสะอาดซึ่งทำให้เชื้อแบคทีเรียดื้อยาแพร่ระบาด 
บนหน้าเว็บไซต์สำนักงาน CDC เเนะนำให้ประชาชนทั่วไปให้รับประทานยาปฏิชีวนะจนหมดตามปริมาณที่แพทย์สั่ง แม้ว่าอาการป่วยจะดีขึ้นแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ต้องเพิ่มความพยายามในการลดปัญหาเชื้อเเบคทีเรียดื้อยาในระดับทั่วโลกอย่างเร่งด่วนอีกด้วย เพื่อป้องกันวิกฤติการณ์ทางสาธารณสุขอย่างที่เคยเกิดขึ้นในยุคก่อนหน้ายาปฏิชีวนะ  
(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)
ที่มา : http://www.voathai.com/content/health-antibiotic-resistance-tk/3121115.html

คนไทยทั้งประเทศ เสียภาษีแค่ 2 ล้านคน และครึ่งหนึ่งมาจากคน 30000 คน

คนไทยทั้งประเทศ เสียภาษีแค่ 2 ล้านคน และครึ่งหนึ่งมาจากคน 30000 คน


รายงานผลสำรวจของสำนักงานสถิตแห่งชาติในปี 2553 ระบุว่าแรงงานในระบบของไทยทั้งหมดมีประมาณ 38 ล้านคน แบ่งเป็นมนุษย์เงินเดือน 17 ล้านคน และกลุ่มอาชีพอิสระ เช่น หมอ วิศวะ ก่อสร้าง เกษตรกร แท็กซี่ หาบเร่แผงลอยอีก 21 ล้านคน

แต่ที่น่าสนใจคือ ในกลุ่มมนุษย์เงินเดือน 17 ล้านคน ได้รับค่าแรงไม่ถึง 300 บาทต่อวัน มีจำนวน 11.5 ล้านคน กลุ่มนี้อยู่นอกฐานภาษีของกรมสรรพากร เพราะมีรายได้ไม่ถึง 150,000 บาทต่อปี ส่วนกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่เหลือ 5.5 ล้านคน ได้รับค่าแรงเกินวันละ 300 บาท เมื่อรวมกับกลุ่มอาชีพอิสระจำนวน 21 ล้านคน จะมีจำนวนผู้เสียภาษี 26.5 ล้านคน ปรากฏว่าในปี 2554 มีคนมายื่นแบบ ภ.ง.ด.90-91 กับกรมสรรพากรแค่ 11.7 ล้านคน แต่อีก 14.8 ล้านคน ไม่มายื่นแบบเสียภาษี

มีคำถามว่า แล้วคนกลุ่มนี้อยู่ที่ไหน ประเด็นนี้ นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร ชี้แจงว่า คนไทยมีประมาณ 66 ล้านคน เป็นแรงงานในระบบ 38 ล้านคน ส่วนที่เหลือ 28 ล้านคน เป็นเด็ก คนชรา พระภิกษุ และผู้ช่วยครัวเรือน

พร้อมกับยืนยันว่า จริงๆ จำนวนผู้ที่มายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากับกรมสรรพากร (ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90, 91) ไม่ได้ลดลง ตรงกันข้ามตัวเลขกลับเพิ่มขึ้นทุกปี จาก 8 ล้านคน เป็น 9 ล้านคน และปัจจุบัน 11.7 ล้านคน แต่ในบรรดาคนที่มายื่นแบบ ภ.ง.ด.90, 91 จำนวน 11.7 ล้านคนนั้น มีผู้ที่เสียภาษีจริงๆ แค่ 2 ล้านคน อีกประมาณ 9 ล้านคน เข้ามายื่นภาษีฯ อยู่ในระบบแล้ว เมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ เหลือเงินได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาทต่อปี จึงหลุดออกไปอยู่นอกฐานภาษี

ข้อมูลจากกรมสรรพากรระบุในรายละเอียดว่า กลุ่มผู้ที่เสียภาษีเงินได้บุคคธรรมดา 2 ล้านคนนั้น มีผู้ที่มีรายได้เกินกว่า 4 ล้านบาทต่อปี เสียภาษีในอัตราสูงสุดที่ 37% ของรายได้สุทธิ อยู่ประมาณ 30,000 คน ซึ่งจ่ายภาษีคิดเป็นสัดส่วนถึง 50% ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จัดเก็บได้ อย่างในปีงบประมาณ 2554 กรมสรรพากรเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 236,339 ล้านบาท ซึ่งมีผู้มีรายได้สูงประมาณ 30,000 คนนี้ จ่ายภาษีประมาณ 120,000 ล้านบาท เฉลี่ยจ่ายภาษีคนละ 4 ล้านบาทต่อปี ส่วนผู้เสียภาษีที่เหลืออีกประมาณเกือบ 2 ล้านคน จ่ายภาษีได้ประมาณ 120,000 ล้านบาท เฉลี่ยต่อหัวจ่ายภาษีคนละประมาณ 60,000 บาทต่อปี

ดังนั้น ประเทศไทยมีบุคคลธรรมดาที่จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียงแค่ 2 ล้านคนเท่านั้น ทั้งๆ ที่มีมนุษย์เงินเดือน11.7 ล้านคน


ธนาคารโลกระบุไทยจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่ามาตรฐาน

จากข้อมูลผลการศึกษาของธนาคารโลกปี 2551 ระบุว่า ประเทศไทยควรจะเก็บภาษีได้ 21.35% ของจีดีพี แต่ปรากฏว่าเก็บได้จริงเพียงแค่ 16.20% ของจีดีพีเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ พบว่าประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีของไทยอยู่ในระดับต่ำมากแค่ 0.76% และถ้าเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาดมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 0.90% ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้วมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.08%
ปัจจุบัน โครงสร้างของอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยเป็นระบบภาษีอัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันได มีอยู่ 5 อัตรา แปรผันตามช่วงของเงินได้ เริ่มจากยกเว้นภาษี, 10%, 20%, 30% และ 37% ตามแต่อัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate) อยู่ที่ระดับ 3.7-4.7% เท่านั้น

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของกรมสรรพากรอยู่ในระดับที่ต่ำ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 52.6% ของจีดีพี นอกจากนี้ยังให้สิทธิลดหย่อนภาษีมากเกินไป จนทำให้ผู้ที่มีรายได้ดีนิยมใช้เป็นเครื่องมือหลบเลี่ยงภาษี

โครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคล ในปีที่ธนาคารโลกทำการศึกษา พบว่ามีผู้ประกอบการจดทะเบียนในรูปของบริษัท, ห้างหุ้นส่วนทั้งหมด 327,127 ราย ประกอบด้วย

1. บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 523 บริษัท เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับกรมสรรพากร คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จัดเก็บได้ทั้งหมด หรือ ประมาณ 28.5% ของภาษีเงินได้นิติบุคคล

2. บริษัทที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลมี 153,383 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จัดเก็บได้ หรือ ประมาณ 71.5% ของภาษีเงินได้นิติบุคคล และบริษัทที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่วนที่เหลืออีก 173,221 บริษัท ไม่ได้จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับกรมสรรพากร

ส่วนกลุ่มบริษัทห้างร้านที่เข้ามาอยู่ในฐานภาษีของกรมสรรพากรแล้ว ปรากฏว่ามีบริษัทเป็นจำนวนมากได้รับสิทธิลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี ทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ปีละหลายหมื่นล้านบาท อาทิ บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมบีโอไอได้รับยกเว้นภาษี 8 ปี, ธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีกำไรสุทธิไม่เกิน 150,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษี, กำไรสุทธิไม่เกิน 1 ล้านบาท เสียภาษีที่อัตรา 15% และหากจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เสียภาษีที่อัตรา 25% และถ้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ใหม่เสีย 20% ทำให้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่แท้จริงอยู่ที่ 23.9%


Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More