www.facebook.com/kuunepage

..... คูเน่ คู่ครัว คู่มื้อสุขภาพ คู่คุณ

คูเน่ นวัตกรรมเครื่องปรุงครบรส จากธรรมชาติเพื่อสุขภาพ

.

Search This Blog

Translate

คุ้มค่าด้วยคุณค่า เติมสุขเสริมสุขภาพ ใช้ปรุงอาหาร หรือชงดื่มเพื่อสุขภาพ หอมชงปานะ

นวัตกรรมเครื่องปรุงครบรสเพื่อสุขภาพ ผลงานวิจัยดีเด่น ม.เกษตรฯ ผลิตจากหอมหัวใหญ่ เข้มข้น 3 เท่า ช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อโรคอ้วน ความดัน เบาหวาน หัวใจ สารก่อมะเร็ง ช่วยชะลอความชรา
อีกทั้งช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ (อนุภาคหอมหัวใหญ่จะเกาะตัวกันตามธรรมชาติ โดยปราศจากสารเคมีป้องกันการเกาะตัว)

Thursday, July 4, 2013

สาเหตุหลักของภาวะความเสื่อมและความเจ็บป่วย

สาเหตุหลักของภาวะความเสื่อมและความเจ็บป่วย


ความเสื่อมและความเจ็บป่วยในยุคนี้ ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจาก 5 ข้อหลัก ดังต่อไปนี้
  1. อารมณ์ เป็นพิษ เช่น ความเครียด ความเร่งรีบ เร่งรัด รีบร้อน ความกลัว ความวิตกกังวล ความไม่โปร่ง ไม่โล่ง ไม่สบายใจ ความไม่พอใจ รำคาญใจ ความมุ่งร้าย อาฆาต พยาบาท ความโลภ โกรธ หลง ยึดเกิน เอาแต่ใจตัวเอง เป็นต้น ทุกครั้งที่ผู้คนมีสภาพจิตดังกล่าว จะทำให้ต่อมหมวกไตหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมากระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายผลิต พลังงานมากเกินความพอดีจนเผาทำลายเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย อวัยวะส่วนใดของร่างกายที่อ่อนแอก็จะเสื่อมหรือแสดงอาการไม่สบายก่อน เช่น บางคนอาจมีอาการปวดศีรษะ บางคนปวดคอ บางคนปวดท้อง บางคนเจ็บหัวใจ บางคนอ่อนเพลียทั้งตัว เป็นต้น ถ้ายังมีอารมณ์ดังกล่าวอยู่ ความเสื่อมก็จะรุกลามขยายผลและแสดงอาการไม่สบายไปตามอวัยวะส่วนอื่นต่อไป
  2. อาหารเป็นพิษ ซึ่งพิษจากอาหารประกอบด้วย 6 สาเหตุหลักดังนี้
    2.1 พิษ จากอาหารที่มีสารพิษ สารเคมีทั้งในพืชและสัตว์ ทั้งจากขบวนการผลิตและการปรุงเป็นอาหาร สารพิษสารพิษสารเคมีดังกล่าวจะเผาทำร้ายเซลล์เนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ทำให้เกิดความเสื่อมและเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ดังนั้น การบริโภคอาหารไร้สารพิษก็จะดีที่สุด แต่ถ้าเราไม่สามารถหาอาหารที่ไร้สารพิษมารับประทานได้ วิธีลดสารพิษก็เป็นเรื่องที่ควรทำ เช่น แช่ผักผลไม้หรือเมล็ดธัญพืชในน้ำซาวข้าวอย่างน้อย ๑๐-๒๐ นาที แล้วนำไปล้างในน้ำสะอาดอีกที จะช่วยลดพิษได้มาก หรือใช้ถ่านที่เป็นเชื้อเพลิงในการก่อไฟ ๑-๕ ก้อน แช่ในน้ำ แล้วนำผักผลไม้หรือเมล็ดธัญพืชวางทับลงไป แช่อย่างน้อย ๑๐-๒๐ นาที แล้วจึงนำมาล้างในน้ำสะอาด ก็ช่วยลดพิษได้มากเช่นกัน ส่วนถ่านที่ใช้แช่แล้วนำมาผึ่งให้แห้ง สามารถเวียนกลับมาใช้แช่เพื่อลดสารพิษได้อีกประมาณ ๑๕-๒๐ ครั้ง จึงนำไปตากแห้งใช้ก่อไฟหุงต้มต่อไป
    2.2 พิษ จากอาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์มากเกินจนองค์การอนามัยโลก และกระทรางสาธารณสุขได้ออกมาประกาศให้ลดเนื้อสัตว์ แล้วเพิ่มการกินผัก เพราะในเนื้อสัตว์จะมี ไขมัน กรดยูริค กรดแลคติก อะดรีนาลีนและสารอื่นๆ ที่เป็นพิษต่อร่างกายมาก ถ้าท่านยังบริโภคเนื้อสัตว์อยู่ ควรบริโภคเนื้อปลา เพราะปลาจะมีพิษน้อยที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ดังนั้นถ้าจะบริโภคเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ที่มีไขมันเยอะ ก็ควรรับประทานในปริมาณที่น้อย นักธรรมชาติบำบัดที่มีประสบการณ์และประสบความสำเร็จในการดูแลแก้ไขปัญหา สุขภาพหรือสร้างสุขภาพจะพบว่า โปรตีนที่ดีสำหรับมนุษย์ก็คือ เมล็ดธัญพืช โดยเฉพาะถั่วชนิดต่างๆ
    2.3 พิษ จากอาหารที่ปรุงรสจัดเกินไป จนทำให้องค์การอนามัยโลก และกระทรวงสาธารณได้ออกมาประกาศให้ลดความหวานมัน เค็ม และลดการรับประทานอาหารรสจัดต่างๆ ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว วัตถุสสารที่ปรุงรสของอาหารทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นหวาน มัน เค็ม เผ็ด เปรี้ยว ฝาด ขม เบื่อเมา เมื่อถูกย่อยด้วยน้ำย่อยในร่างกายมนุษย์จะกลายเป็นพลังงานทั้งหมด ซึ่งร่างกายมนุษย์ ณ ปัจจุบัน ต้องการรสต่างๆ ที่ปรุงในอาหารประมาณ 30% ของที่ปรุงกันทั้วไป หมายความว่า ถ้าเดิมใส่เครื่องปรุง 100 ส่วน ก็ลดเหลือ 30 ส่วน หรือปรุง 10 ส่วน ก็ลดลเหลือ 3 ส่วน ถ้าเดิมเคยปรุง 3 ส่วน ก็ลดลงเหลือ 1 ส่วน เช่น เคยใส่พริก 3 เม็ด ก็ลดลงเหลือ 1 เม็ด ใส่เกลือหรือน้ำตาล 3 ช้อนชา ก็ลดลงเหลือ 1 ช้อนชา เป็นต้น จึงพอดีบำรุงเลี้ยงร่างกายให้แข็งแรงที่สุด บำบัดบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บได้ดีที่สุด และเกิดพลังชีวิต (สบายเบากาย มีกำลัง) สูงสุด อาจปรุงมากหรือน้อยกว่านั้นตามแต่สภาพร่างกายของแต่ละคน ณ เวลานั้นๆ ซึ่งถ้าปรุงมากเกินความต้องการของร่างกาย เมื่อถูกย่อยก็จะเกิดพลังงานส่วนเกิน เผาทำร้ายเซลล์ เม็ดเลือด เกร็ดเลือด ส่วนประกอบต่างๆ ของเลือดและเซลล์เนื้อเยื่อของอวัยวุในร่างกายหรือ ถ้าย่อยเป็นพลังงานไม่หมดก็จะเกิดการอุดตันอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ธาติอาหารและพลังงานก็ไม่พอ เซลล์เนื้อเยื่อก็เสื่อมเร็ว พลังชีวิตตกและเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ แต่ถ้าปรุงน้อยเกินความพอดีของร่ายกาย  ธาติอาหารและพลังงานก็ไม่พอ เซลล์เนื้อเยื่อก็เสื่อมเร็ว พลังชีวิตตกและเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่คนส่วนใหญ่มักอยู่ในกลุ่มปรุงรสจัดเกินความพอดี จะเห็นได้ว่ามัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า การปฏิบัติสู่ความพอดี ความสมดุล ความเป็นกลาง ไม่ปรุงมากเกินไป ไม่ปรุงน้อยเกินไป ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเป็นทางสายเอกสายเดียวที่พาพ้นทุกข์นั้นเป็นความ จริงที่แต่ละคนสามารถพิสูจน์กันได้
    2.4 พิษ จากชนิดของอาหารที่ไม่สมดุล หลายท่านพยายามลดสารพิษสารเคมีในอาหาร ลดเนื้อเพิ่มผัก ลดหวานมันเค็มและอาหารรสจัดอื่นๆ ลงแล้ว สุขภาพก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร ก็เพราะไม่รู้ชนิดของอาหารที่สมดุลกับร่างกาย ณ ขณะนั้น เช่น คนในเมืองหนาว ได้แก่ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น คนที่แข็งแรงหรือหายป่วยด้วยการใช้อาหาร ก็จะใช้อาหารที่ให้ความร้อนหรือพลังงานค่อนข้างสูง เช่น ข้าวอาร์ซี ข้าวสาลี  ข้าวบาร์เลย์ ข้าวแดง ข้าวดำ ข้าวนิล เผือก มัน ถั่วดำ ถั่วแดง งาดำ ส้มเขียวหวาน ฝรั่ง สาหร่าย แครอท บีทรูท คะน้า กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ฟักทองแก่ เป็นต้น เมื่อเขากินอาหารเหล่านี้เขาจะรู้สึกอุ่นสบาย โรคภัยไข้เจ็บทุเลาเบาบางลงหรือหายไป เขาจึงวิจัยพบสารต่างๆ มากมายในอาหารดังกล่าว และระบุว่าสารต่างๆ เหล่านั้นเป็นประโยชน์กับร่างกายเขา และเหมารวมว่าเป็นประโยชน์กับร่างกายของทุกคนในโลก ความจริงเหตุที่ทำให้เขาทุเลาหรือหายจากโรค ก็เพราะเขาปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ในพระไตรปิฎก “ อนายุสสสูตร ” ว่า คนที่แข็งแรงอายุยืน ต้องเป็นผู้รู้จักทำความสบายแก่ตนเอง จุดสบายที่เมืองหนาวคือ อุ่นสบาย จุดสบายที่เมืองร้อนก็คือเย็นสบาย
    ดังนั้น จุดหายจากโรคในเมืองไทยที่เป็นเมืองร้อน ก็คือ จุดที่เย็นสบาย ได้แก่ อาหารที่มีฤทธิ์เย็นเป็นส่วนใหญ่ที่ให้ความร้อนหรือพลังงานไม่มากเกิน เช่น ข้าวจ้าวที่ไม่ใช่ข้าวแดงข้าวดำ อาหารไขมันน้อย ถั่วขาว ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา ถั่วโชเล่ย์ขาว มังคุด กล้วยน้ำว้า กระท้อน ชมพู่ ส้มโอ ผักหวานบ้าน ก้านตรง อ่อมแซบ ผักบุ้ง ผักสลัด ถั่วงอก บวบ ตำลึง ฟัก แฟง แตงต่างๆ ลูกฟักทองอ่อน ยอดฟักทอง ดอกฟักทอง เป็นต้น บางครั้งอาจไม่ใส่สิ่งที่มีฤทธิ์ร้อนเลย หรือบางครั้งอาจใส่สิ่งที่มีฤทธิ่ร้อนได้บ้างในปริมาณที่พอดีสบาย เบากาย มีกำลัง ณ เวลานั้น ของบุคคลนั้นๆ ปัญหาก็คือ คนไทยส่วนใหญ่มักจะเชื่อถือศรัทธาฝรั่งต่างประเทศ จึงเอาความสำเร็จของต่างประเทศซึ่งเป็นเมืองหนาวมาปฏิบัติ เช่น การกินอาหารฤทธิ์ร้อนมากจนเกินความพอดี ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บหรือความเจ็บป่วยนั้นไม่ลดลงเท่าที่ควร หรือถ้าเอาจากองค์ความรู้ของประเทศไทย ก็ไปเอาความสำเร็จของการปรับสมดุลดิน น้ำ ลม ไฟ ในอดีตเมื่อ 30 ปีย้อนหลังไป ซึ่งเป็นการปรับสมดุลดิน น้ำ ลม ไฟ เข้ากับสภาพสังคม สิ่งแวดล้อมที่เย็น โดยไม่ได้เอาหลักการปรับสมดุลดิน น้ำ ลม ไฟ ที่มีคุณค่านั้นมาประยุกต์เข้ากับ สภาพสังคม สิ่งแวดล้อม ณ ปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่มีภาวะร้อน จึงทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บหรือความเจ็บป่วยนั้นไม่ลดลงเท่าที่ควร นอกจากจะรู้ชนิดและสัดส่วนของอาหารที่สมดุลแล้ว ต้องเรียนรู้เทคนิคการปรุงและการรับประทานที่สมดุลด้วย โรคภัยไข้เจ็บจึงจะทุเลา เบาบางหรือหายไป
    2.5 พิษ จากขอเสียและความร้อนจากขบวนการย่อย การสันดาปหรือการเผาผลาญอาหาร เนื่องจากเซลล์เนื้อเยื่อมนุษย์ทุกอวัยวะทำงานตลอดเวลา ทุกขบวนการทำงานของเซลล์เนื้อเยื่อต้องใช้พลังงานจากการสันดาปเผาผลาญอาหาร ตั้งแต่การย่อยสันดาปเผาผลาญอาหารระดับหยาบๆ เช่น การเคี้ยวย่อยอาหารในปาก การย่อยและดูดซึมในกระเพาะอาหารลำไส้ จนถึงระดับละเอียด คือ การย่อยสันดาปเผาผลาญอาหารในระดับเซลล์ ซึ่งการย่อยสันดาปเผาผลาญอาหารทุกครั้งทุกระดับจะเกิดของเสียและความร้อนที่ เป็นพิษกับร่างกายขึ้น เช่น เกิดคาร์บอนไดออกไซม์ เกิดแอมโมเนีย เกิดสารและพลังงานที่เป็นพิษอื่นๆ ถ้าไม่รีบสลายหรือขับพิษออก พิษดังกล่าวก็จะทำลายเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย
    2.6 พิษ จากการไม่รู้เทคนิคในการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพอย่างผาสุก และไม่รู้วิธีปฏิบัติในการลดละ ล้างความอยากในจิตต่ออาหารที่เป็นพิษ อย่างถูกต้อง
  3. พิษจากการไม่ออกกำลังกาย หรือการออกกำลังกายที่เคลื่อนไหวอิริยาบถไม่ถูกต้อง สำหรับการออกกำลังกาย และอิริยาบถที่ถูกต้องเป็นประโยชน์กับร่างกายนั้นจะต้องได้คุณลักษณะ 3 ประการ ได้แก่
    1. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กระดูกและเส้นเอ็น
    2. ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น
    3. การ เข้าที่เข้าทางของกระดูก เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ เพราะคุณลักษณะทั้ง ๓ ประการ จะทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดลม และพลังงานในร่างกายเป็นไปโดยปกติอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดสุขภาพที่ดี แต่ปัจจุบันการออกกำลังกายและอิริยาบถของคนส่วนใหญ่โดยทั่งไป เช่น เดิน วิ่ง กระโดดเชือก ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก หรือเล่นกีฬาต่างๆ มักทำแต่เพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้กดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหารให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นยือหยุ่นเข้าที่เข้าทาง จึงมักจะได้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ พร้อมกับผลข้างเคียงของการออกกำลังกายคือ ความแข็งตึงเกร็งค้างของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น การเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งปกติทางของกระดูก เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ ทำให้การไหลเวียนของเลือดลมและพลังงานในร่างกายติดขัด ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวด ตึง มึนชา พลังชีวิตตก เร่งความเสื่อมในร่างกายและเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ผู้เขียนเคยพบผู้ป่วยหลายคนที่มีอาการไม่สบายต่างๆ ทั้งเบาและหนักจนถึงเกือบตาย แม้แพทย์แผนปัจจุบันจะรักษาด้วยการใช้วิธีการต่างๆ อย่างไร อาการก็ไม่ดีขึ้น ในส่วนของผู้เขียนได้ช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยเทคนิคของการกดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหาร ให้กระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นเข้าที่เข้าทางตามปกติเดิม พบว่า จำนวนผู้ป่วยที่ใช้เทคนิคดังกล่าวกว่า ๙๐ % หรือเกือบทั้งหมด อาการมักจะทุเลาลงอย่างรวดเร็ว เป็นที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง ดังนั้นการออกกำลังกายและการเคลื่อนไหวอิริยาบถเพื่อให้เกิดความแข็งแรง เกิดความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น การเข้าที่เข้าทางของกระดูก เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพ
  4. มลพิษต่างๆ ในโลกเพิ่มมากขึ้น
  5. พิษ จากการสัมผัสเครื่องยนต์ /เครื่องใช้ไฟฟ้า/เครื่องอิเลคทรอนิคมากเกินไป เช่น การเดินทางด้วยรถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์ การใช้คอมพิวเตอร์ การใช้มือถือ ใช้เครื่องเสียงต่างๆ อย่างไม่รู้ความสมดุลและไม่รู้วิธีถอนพิษ เพราะอุปกรณ์ดังกล่าวมีพลังงานความสั่นสะเทือน มีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ถ้าเข้าไปในร่างกายมากเกินไป จะชนกระแทกทำร้ายเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย ทำให้เร่งความเสื่อมของร่างกาย ตัวอย่างส่วนหนึ่งของการป้องกันแก้ไขปัญหา เช่น ขณะที่โดยสารยานยนต์ เมื่อเครื่องยนต์เขย่าแต่ละเซลล์ของร่างกายก็จะถูกเขย่าเสียดสีกระทบกระแทก กัน เกิดความร้อนขึ้น ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียหรือมีอาการไม่สบายต่างๆ วิธีแก้ไขขณะโดยสารยานยนต์ คือถ้าง่วงก็ให้นอนหลับ เมื่อตื่นแล้วรู้สึกไม่สบายก็ควรดื่มน้ำเท่าที่รู้สึกสบายเพื่อดับพิษร้อน
ในกรณีที่สามารถจอดรถแวะเข้าห้องน้ำหรือในยานยนต์มีห้องน้ำถ้าปวดปัสสาวะก็ ควรจะเข้าห้องน้ำเพื่อระบายพิษร้อนออก พร้อมกับยืดเส้นยืดสายให้ร่างกายสบาย กรณีที่ไม่สามารถจอดแวะหรือในยานยนต์ไม่มีห้องน้ำ ให้จิบน้ำทีละน้อย โดยอมน้ำไว้ในปากนานๆ แล้วค่อยกลืน จะทำให้เราไม่ปัสสาวะบ่อย ขณะเดินทางอาจถอนพิษด้วยการพอก ทา หยอด ดมสมุนไพร ขูดพิษ กดจุด นวดตัว ดัดตัวตามความพอเหมาะ ถ้าเดินทางถึงที่หมายแล้วรู้สึกอ่อนเพลียหรือไม่สบาย แสดงว่ามีภาวะร้อนเกิดจากการเดินทาง ก็ให้ถอนพิษร้อนตามวิธีการที่จะได้นำเสนอไว้ในหนังสือเล่มนี้ ทุกครั้งที่เริ่มรู้สึกไม่สบายจากการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ เช่น อ่อนเพลีย แสบตา เป็นต้น ให้พักการใช้พร้อมกับพรากห่างจากเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วถอนพิษร้อนด้วยวิธีการต่างๆ ถ้ารู้สึกสบายดีแล้ว ค่อยกลับไปใช้คอมฯ อีกครั้ง การใช้โทรศัพท์มือถือ ใช้สายหูฟังพิษจะน้อย หรือใช้ลำโพง คลื่นก็จะไม่ทำร้ายเรามาก ถ้าต้องแนบมือถือที่หู เมื่อรู้สึกไม่สบายที่หูข้างหนึ่งก็ให้เปลี่ยนมาใช้อีกข้างหนึ่งสลับไปมา และควรใช้เวลาพูดธุระให้สั้นที่สุด
ยังมีต้นเหตุของความเจ็บป่วยอย่างอื่นๆ อีก แต้ต้นเหตุหลัก อย่างน้อย ๕ ประการดังกล่าว เป็นปัจจัยที่มีผลมากที่สุดที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยทุกโรคทุกอาการ เช่น มะเร็ง เนื้องอก โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง ภูมิแพ้ (หวัด ไซนัส หอบหืด ผื่นคัน) เก๊าท์ รูมาตอยด์ ปวดตามข้อ ปวดกระดูก ปวดตามเนื้อตัว ปวดมดลูก มดลูกโต ตกขาว ตกเลือด ไทรอยด์เป็นพิษ ริดสีดวงทวาร ต่อมลูกหมากโต ไส้เลื่อน นิ่วตามอวัยวะต่างๆ ไข้ขึ้น ปวดหัว ตัวร้อน หน้ามืด วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน มึนชา อ่อนล้า อ่อนแรง โรคกระเพาะอาหารลำไส้อักเสบ การอักเสบและติดเชื้อตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และภูมิต้านทานลดเป็นต้น ขึ้นอยู่กับว่าอวัยวะส่วนใดของบุคคลนั้นอ่อนแอที่ตรงไหนก็จะเกิดโรคภัยไข้ เจ็บหรืออาการไม่สบายที่จุดนั้นก่อน หลังจากนั้นถ้าต้นเหตุยังคงอยู่โรคก็จะลุกลามกระจายไปทำลายอวัยวะอื่นๆ ต่อไป ถ้าเรารู้สึกปรับสมดุลถอนพิษจากต้นเหตุหลักดังกล่าวและทำได้อย่างมี ประสิทธิภาพต่อเนื่อง ถ้าผู้ป่วยคนนั้นยังมีพลังชีวิตอยู่และผลของการกระทำทั้งชาตินี้และชาติก่อน ไม่ส่งผลรุนแรงจนเกินไป โรคภัยไข้เจ็บก็จะทุเลาเบาบางลงหรือหายไป แม้ผู้ป่วยแทบจะหมดพลังชีวิตแล้วหรือผลของกรรมเก่าทั้งชาตินี้และชาติก่อนจะ ส่งผลรุนแรง ผู้เขียนก็ยังมีความเห็นว่า การดูแลแก้ไขถอนพิษปรับสมดุลก็ควรจะกระทำอย่างเต็มที่ อย่างน้อยก็อาจจะช่วยให้ทุเลาเบาบางจากอาการที่ไม่สบายลงได้บ้าง อาจช่วยยึดอายุ หรือผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิตโดยไม่ต้องทรมานมากเกินไป
          ที่่มา :  http://morkeaw.com/blog/?page_id=78 

อาหารก่อมะเร็ง

                   อาหารก่อมะเร็ง

          โรคมะเร็ง นับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในลำดับต้นๆ ของคนทั่วโลก สามารถเกิดขึ้นได้กับอวัยวะทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นสมอง ปอด ตับ กระดูก ลำไส้ เต้านม หรือกล่องเสียง ซึ่งยังไม่สามารถระบุถึงตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคได้อย่างชัดเจน แต่ก็มีข้อมูลแน่ชัดในเรื่องของอาหารการกินว่าสามารถทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้ เนื่องมาจากพฤติกรรมการกินอาหาร เช่น กินอาหารที่ก่อมะเร็งหรือไม่ กินอาหารซ้ำซากหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถหลีกเลี่ยงได้หากผู้บริโภคได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง

                   
 
          อาหารก่อมะเร็ง คืออาหารที่กินแล้วทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง ที่กล่าวถึงบ่อยๆ ว่าเป็นตัวการสำคัญให้เกิดโรคมะเร็งก็คืออาหารประเภทไขมัน ซึ่งมีข้อมูลการวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าการกินอาหารที่มีไขมันสูงมากๆ เป็นประจำทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก จึงไม่ควรกินอาหารที่มีไขมันสูงบ่อยๆ หรือเป็นประจำ นอกจากเสี่ยงต่อโรคมะเร็งแล้วยังทำให้อ้วนและเกิดโรคอื่นๆ เช่น ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจขาดเลือด และในปัจจุบันยังมีรายงานการวิจัยระบุว่าการกินเนื้อสัตว์ที่มีสีแดงในปริมาณมากๆ เป็นประจำจะทำให้เสี่ยงต่อโรคมะเร็งมากกว่าการกินไขมันเสียอีก ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็งด้วยสาเหตุข้างต้นจึงควรเดินทางสายกลางในการบริโภคอาหาร

          อาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อรา โดยเฉพาะเชื้อราที่ชื่อ "แอสเปอจิลลัส เฟวัส" พบว่ามีอันตรายสูง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ เชื้อราชนิดนี้จะสร้างสารพิษอะฟล่าท็อกซินซึ่งทนทานต่อความร้อนสูงได้มากถึง 260 องศาเซลเซียส ดังนั้นความร้อนในอุณหภูมิที่เราใช้หุงต้มคือจุดเดือด 100 องศาเซลเซียสจึงไม่สามารถทำลายสารพิษชนิดนี้ได้ สารพิษอะฟล่าท็อกซินพบได้ในถั่วลิสง พริกแห้ง หอม กระเทียม เป็นต้น การเลือกซื้อหรือเลือกบริโภคอาหารดังกล่าวจึงต้องมั่นใจว่าอาหารนั้นๆ แห้งสนิท ไม่มีเชื้อรา ถั่วลิสงป่นหรือพริกแห้งป่นที่ป่นทิ้งไว้และเก็บรักษาไม่ดี ไม่แห้งสนิท และไม่มีฝาปิดมิดชิด มักพบว่ามีสารพิษชนิดนี้ปะปนอยู่ โดยมีงานวิจัยของสถาบันวิจัยโภชนาการได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับสารพิษอะฟล่าท็อกซินในถั่วลิสงป่นในก๋วยเตี๋ยวต้มยำ พบว่าในก๋วยเตี๋ยวต้มยำ 100 ชามมีสารพิษอะฟล่าท็อกซินเจือปนอยู่ถึง 92 ชาม ซึ่งนับว่าอันตรายมาก ฉะนั้นเมื่อกินก๋วยเตี๋ยวหากไม่มั่นใจว่าเป็นถั่วที่คั่วใหม่ๆ ก็ไม่ควรกิน แต่ถ้าเป็นคนที่นิยมกินถั่วลิสงควรเลือกซื้อถั่วเมล็ดที่สมบูรณ์และแห้ง นำมาคั่วและป่นกินเองจะปลอดภัยกว่าถั่วป่นในชุดเครื่องปรุงตามร้านก๋วยเตี๋ยว และเมื่อไม่นานมานี้ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำการสำรวจน้ำผัก น้ำผลไม้ และชาเขียว ก็พบว่าในน้ำองุ่นมีสารพิษจากเชื้อราเจือปนอยู่ด้วย

          ยาฆ่าแมลงที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร แล้วคนกินทุกวันๆ ร่างกายขับทิ้งไม่ทันก็เกิดการสะสม จนในที่สุดทำให้เสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้ และในปัจจุบันการเพาะปลูกมีการใช้ยาฆ่าแมลงมาก โดยพบว่าในคะน้า พริกสด กวางตุ้ง กะหล่ำปลี ล้วนมียาฆ่าแมลงตกค้าง ดังนั้นเมื่อซื้อมาปรุงอาหารจึงควรล้างให้สะอาด ทั้งยังมีข่าวน่าตกใจที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ก็คือมีพ่อค้าขายปลาหมึกแห้งใช้ยาฆ่าแมลงฉีดพ่นปลาหมึกแห้งเพื่อป้องกันแมลงวันมาตอม ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อผู้บริโภคและผิดกฎหมายด้วย สิ่งเหล่านี้เราต้องพยายามหลีกเลี่ยง โดยเลือกซื้ออาหารจากร้านที่เรามั่นใจว่ามีความสะอาดและมีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค สำหรับผักและผลไม้ต้องล้างจนมั่นใจว่าสะอาดจริงๆ

                          
 
          อาหารที่ปนเปื้อนสารเจือปนในอาหารหรือสารที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในอาหารล้วนเป็นสารก่อมะเร็งได้ ซึ่งสารเจือปนที่อนุญาตให้ใส่ในอาหารได้ ได้แก่ ดินประสิว (ไนเตรท, ไนไตรท์) สีผสมอาหาร เป็นต้น แต่ก็ไม่อนุญาตให้ใส่มากเกินไป โดยไนเตรทและไนไตรท์เป็นสารกันบูดที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ใส่ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ในอัตราส่วนเนื้อสัตว์ 1 กิโลกรัมต่อไนเตรทไม่เกิน 500 มิลลิกรัม ส่วนไนไตรท์ใส่ได้ไม่เกิน 125 มิลลิกรัม แต่สารเจือปนนี้ให้คุณสมบัติทางอ้อม คือเนื้อที่ใส่ไนเตรทหรือไนไตรท์จะมีสีแดงน่ากินมากขึ้น จึงนิยมใส่สารนี้กันโดยเข้าใจว่าจะทำให้เนื้อมีสีแดงเพิ่มมากขึ้นซึ่งไม่เป็นความจริง อาหารที่มักใส่ดินประสิว ได้แก่ ไส้กรอก แหนม เนื้อสวรรค์ กุนเชียง เป็นต้น

          สาเหตุที่ดินประสิวทำให้เกิดสารก่อมะเร็งได้เพราะในเนื้อสัตว์จะมีสารเอมีน และเมื่อเติมดินประสิวลงไปจะทำปฏิกิริยาให้เกิดสารไนโตรซามีนขึ้น ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง นอกจากนี้ไนโตรซามีนยังเกิดขึ้นได้ภายในกระเพาะอาหารของคนเราเมื่อกินอาหารที่มีไนเตรทตามธรรมชาติ เช่น ผัก และกินร่วมกับเนื้อสัตว์ 

          สีผสมอาหารก็ไม่แนะนำให้ใช้มากเกินความจำเป็นหรือกินอาหารที่ใส่สีมากเกินไป ควรใช้สีที่ได้จากธรรมชาติจะปลอดภัย ทั้งยังได้กลิ่นหอมจากพืชหรือสมุนไพรที่เรานำมาเป็นวัตถุดิบในการให้สีเพิ่มขึ้นด้วย และถ้าผู้ผลิตขาดความรับผิดชอบ ใช้สีย้อมผ้าซึ่งให้สีเข้มและราคาถูกก็จะยิ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เพราะทำให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้ สำหรับสารเจือปนอื่นๆ ซึ่งไม่อนุญาตให้ใส่ในอาหาร แต่ก็มีการแอบใส่หรือแอบใช้กัน เช่น บอแรกซ์หรือผงกรอบ พบได้ในอาหารประเภทลูกชิ้นที่เด้งผิดปกติ ของทอดที่กรอบนานผิดปกติ, สารฟอกขาว พบในขิง ข่าซอย ถั่วงอก เป็นต้น สารเหล่านี้หากกินในปริมาณที่น้อยแต่บ่อยๆ ก็ทำให้เกิดการสะสม ส่งผลให้เสี่ยงต่อมะเร็งได้เช่นกัน

          อาหารประเภทปิ้ง ย่าง รมควัน เป็นอีกตัวการสำคัญที่ก่อมะเร็งได้หลายชนิด อาหารปิ้ง-ย่างประเภทที่มีไขมัน เช่น หมูปิ้งหมูย่าง ไก่ปิ้ง เนื้อย่าง เวลาปิ้งหรือย่างจะมีไขมันตกลงไปในถ่านที่กำลังแดง ทำให้เกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดสารพิษที่เรียกว่าสาร PAH หรือโพลีไซคลิก อะโรเมติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon) ทำให้เสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอด เต้านม และกระเพาะอาหาร เวลากินอาหารเหล่านี้จึงควรตัดส่วนที่ไหม้เกรียมออกให้หมด และไม่ควรกินซ้ำๆ ซากๆ ติดกันทุกวัน

          การกินอาหารดิบๆ สุกๆ ก็มีความไม่ปลอดภัย เพราะเสี่ยงต่อการได้รับพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งพบมากในปลาน้ำจืดประเภทปลาเกล็ดขาว ปลาตะเพียน พยาธิชนิดนี้จะเข้าสู่ร่างกายได้เมื่อเรากินปลาที่มีพยาธิและปรุงไม่สุก พยาธิจะทำให้ท่อน้ำดีและขั้วตับเกิดการอักเสบ ส่งผลให้เป็นมะเร็งที่ท่อน้ำดีในตับได้ นอกจากนี้ยังมีพยาธิใบไม้ชนิดอื่นๆ ที่ทำให้เกิดมะเร็งในกระเพาะอาหารได้ ซึ่งวิธีป้องกันคือกินอาหารที่ปรุงสุกทุกครั้ง

          นอกจากนี้การกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์มากเกินไปก็ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้ คือความเสี่ยงของมะเร็งจะเพิ่มขึ้นเมื่อกินเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเนื้อที่มีสีแดง ดังนั้นนักโภชนาการจึงแนะนำให้กินเนื้อสัตว์ที่มีสีขาว ซึ่งได้แก่เนื้อปลา มากกว่าเนื้อหมูหรือเนื้อวัว

          เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ และบุหรี่ ก็เป็นตัวการส่งเสริมให้เกิดมะเร็งได้ ซึ่งได้แก่มะเร็งตับ และมะเร็งปอด ดังนั้นหากหลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณการดื่มหรือการสูบลงก็จะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้

          เห็นได้ว่าอาหารที่เรากินประจำก็เป็นอาหารก่อมะเร็งได้โดยที่เราคิดไม่ถึง แต่คุณผู้อ่านไม่ควรกังวล เพราะอาหารบางอย่างเราสามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรืออาหารสุกๆ ดิบๆ แต่บางอย่างที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็คงต้องมีวิธีปฏิบัติเพื่อไม่ให้อาหารเหล่านั้นอยู่ในร่างกายเรานานเกินไปจนเกิดอันตรายได้ นั่นคือจะต้องกินผักและผลไม้ให้มากเพื่อให้ขับถ่ายเป็นประจำ ผลไม้ที่เลือกกินควรเป็นผลไม้ที่มีเส้นใยสูง รสไม่หวานมากเกินไป ซึ่งเส้นใยในผักและผลไม้จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำหน้าที่เหมือนไม้กวาดคอยปัดกวาดลำไส้ไม่ให้สารพิษทำอันตรายต่อร่างกายได้ นอกจากนี้ในผักและผลไม้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงที่ช่วยป้องกันมะเร็งหลายชนิด

          ต่อมาคือการเลือกกินอาหารที่มีความเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด ไม่กินอาหารที่มีการดัดแปลงหรือใช้สารเคมี หากคุณเป็นคนที่อ่านฉลากทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้ออาหาร จะเห็นว่าผลิตภัณฑ์อาหารอย่างเดียวกัน แต่ยี่ห้อต่างกัน เช่น น้ำปลา จะมีหลากหลายยี่ห้อ เมื่ออ่านฉลากจะพบว่าบางยี่ห้อไม่ใส่สารกันบูด บางยี่ห้อก็ไม่ใส่ผงชูรส เราจึงควรเลือกยี่ห้อที่ไม่ใส่สารกันบูดหรือไม่ใส่ผงชูรสจะดีกว่า

          สิ่งที่สำคัญในการหลีกเลี่ยงมะเร็ง คือการดูแลร่างกายให้แข็งแรง จะทำให้เรามีภูมิต้านทานดี โรคภัยต่างๆ ก็มากล้ำกรายยาก และก่อนที่กระทรวงสาธารณสุขจะระบุว่าสารเคมีบางอย่างสามารถใส่ในอาหารได้ในปริมาณหนึ่งๆ ซึ่งปลอดภัยต่อผู้บริโภค ก็ต้องมีการทดลองในสัตว์ทดลองจนมั่นใจว่าปลอดภัยแล้วจึงนำมาใช้กับคน โดยนักวิจัยจะทำการวิจัยในสัตว์ที่แข็งแรงเท่านั้น แต่โดยปกติเรากินอาหารในทุกสภาพของร่างกาย ถ้าเรากินในช่วงที่เจ็บป่วย ปริมาณที่กำหนดว่าปลอดภัยจึงอาจไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ก็เป็นได้ ดังนั้นถ้าหลีกเลี่ยงได้จึงเป็นสิ่งดีและปลอดภัยที่สุด 

          การที่ร่างกายจะแข็งแรงได้ก็ต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่กินอาหารซ้ำซาก ไม่กินอาหารรสจัด และต้องหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ ก็เป็นคาถาที่น่าจะป้องกันมะเร็งได้ผล

ที่มา : http://www.gourmetthai.com/

โรคร้ายสะสมจากการบริโภค



 นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์ สาขาวิชาโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


โรคร้ายสะสมจากการบริโภค รู้ทันป้องกันได้

โรคหลอดเลือดหัวใจโรคจากความอ้วนโรคหลอดเลือดสมอง
ไขมันผิดปกติเบาหวานความดันเลือดสูงโรคจากบุหรี่โรคหลอดเลือดหัวใจโรคจากความอ้วนโรคหลอดเลือดสมองไขมันผิดปกติิเบาหวานความดันเลือดสูงโรคจากบุหรี่โรคหลอดเลือดหัวใจโรคจากความอ้วนโรคหลอดเลือดสมองไขมันผิดปกติิเบาหวานความดันเลือดสูงโรคจากบุหรี่โรคหลอดเลือดหัวใจโรคจากความอ้วนโรคหลอดเลือดสมองไขมันผิดปกติิเบาหวานความดันเลือด
โรคร้ายแห่งการสะสม คือโรคที่เกิดจากการสะสมของอาหารที่กินเกิน (เพราะกินมากไปจนร่างกายใช้ไม่หมด) ความเครียดเกิน    สารพิษจากสิ่งแวดล้อมที่มากเกิน เป็นต้น ซึ่งเกินกว่าร่างกายขับถ่ายออกได้หมด ทำให้เกิดการสะสม เช่น สะสมในหลอดเลือดจน   ตีบ จนตัน หรือสะสมในเซลล์ อวัยวะต่างๆ จนเกิดความผิดปกติของการทำงานของเซลล์ และอวัยวะต่างๆ

โรคร้ายแห่งการสะสม (พอกพูน) ได้แก่ เบาหวาน ความดันเลือดสูง ไขมันผิดปกติ โรคที่เกิดจากการสูบ  บุหรี่ โรคที่เกิดจากความอ้วน โรคหลอดเลือดหัวใจ (หลอดเลือดหัวใจตีบตัน ทำให้เกิดหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตาย) โรคหลอดเลือดสมอง (หลอดเลือด     สมองตีบตัน ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต) และมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม เป็นต้น

องค์การอนามัยโรค รายงานว่า ในปี พ.ศ.๒๕๔๕ ประชากรโลกทั้งหมด ๖,๒๐๐ กว่าล้านคน จะเสียชีวิต ไปประมาณ ๕๗ ล้านคน สาเหตุการเสียชีวิตอันดับ ๑ คือ โรคหัวใจขาดเลือด
ร้อยละ ๑๒.๖ เสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือด (โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน)
ร้อยละ ๑๒.๕ เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง
ร้อยละ ๙.๖ เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง (อัมพฤกษ์ อัมพาต)
ร้อยละ ๑.๗ เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน

สำหรับคนไทย จากรายงานของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี พ.ศ.๒๕๔๒
ชายไทยเสียชีวิตจากโรคเอดส์ (ร้อยละ ๑๗) โรค หลอดเลือดสมอง (ร้อยละ ๙) โรคมะเร็งตับ (ร้อยละ ๗) โรคหัวใจขาดเลือด (ร้อยละ ๕) โรคเบาหวาน (ร้อยละ ๓)
หญิงไทยเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง (ร้อยละ ๑๕) โรคเบาหวาน (ร้อยละ ๘) โรคหัวใจขาดเลือด (ร้อยละ ๕) โรคมะเร็งตับ (ร้อยละ ๕)

จะเห็นได้ว่าโรคร้ายแห่งการสะสมอื่น เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันเลือดสูง โรคอ้วน ภาวะไขมันผิดปกติ การสูบบุหรี่ ไม่ได้อยู่ในสาเหตุการเสียชีวิตดังกล่าว แต่ปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง และมะเร็งหลายชนิด

โรคร้ายแห่งการสะสมได้ระบาดไปทั่วโลก และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ ๑ ของคนไทยและประชากรโลกในปัจจุบัน
ทุกๆ ๔ นาทีครึ่ง จะมีคนไทยอย่างน้อย ๑ คน เสียชีวิตจากโรคร้ายแห่งการสะสม คือ โรคหัวใจ หลอดเลือด โรคความดันเลือดสูง โรคเบาหวาน มะเร็งต่างๆ
ทุกๆ ๑ นาที จะมีประชากรโลกอย่างน้อย    ๔๐ คน เสียชีวิตจากโรคร้ายแห่งการสะสมเช่นกัน

ข่าวร้ายคือโรคร้ายแห่งการสะสมจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในบ้านเรา จากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แสดงไว้ว่าตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๓-๒๕๔๖
ผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นจาก ๗๒ คนต่อประชากรแสนคน เป็น ๑๐๑ คนต่อแสน
โรคเบาหวานเพิ่มขึ้นจาก ๑๕๗ คนต่อประชากรแสนคน เป็น ๓๘๐ คนต่อแสน
โรคความดันเลือดสูงเพิ่มขึ้นจาก ๒๕๙ คนต่อประชากรแสนคน เป็น ๓๘๙ คนต่อแสน
โรคหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก ๒๙๑ คนต่อประชากรแสนคน เป็น ๔๕๑ คนต่อแสน
โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน และภาวะไขมันผิดปกติ ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข่าวดี คือโรคร้ายแห่งการสะสมป้องกันได้ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทุกขภาพ คือการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ไม่สมดุลกับร่างกายของแต่ละคน ให้เป็นพฤติกรรมสุขภาพ
ทำไมเบาหวาน จึงเป็นโรคสะสม
เบาหวานเป็นโรคที่เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากการกินน้ำตาล ของหวานมากเกินกว่าที่ตับอ่อนจะสร้างฮอร์โมนอินซูลินให้พอที่จะนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ให้หมดที่ตับและกล้ามเนื้อ ซึ่งประกอบกับขาดการใช้กล้ามเนื้อในการออกกำลังกายเป็นประจำ ทำให้ใช้น้ำตาลน้อยลง น้ำตาลในเลือดจะสูงโดยเฉพาะเวลาหลังกินอาหาร และน้ำตาลจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ระยะยาวเกิดเป็นโรคเบาหวานขึ้น

น้ำตาลที่สูงขึ้นในเลือด จะไปสะสมอยู่ตามหลอดเลือดอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะ "สมอง ใจ ไต ตา เท้า" ทำให้หลอดเลือดอักเสบ และเกิดตีบตันได้ง่าย
สมองขาดเลือดเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
หัวใจขาดเลือดเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจวาย
ไตขาดเลือดจนเป็นไตวายเรื้อรัง
ตามัวจนอาจถึงกับตาบอด 
เท้าขาดเลือดไปเลี้ยง ทำให้เป็นแผล ติดเชื้อง่าย บางครั้งเท้าเน่า จนอาจต้องตัดเท้า ตัดขา

ดังนั้น ผู้ใดที่อายุมากกว่า ๔๕ ปี อ้วนลงพุง น้ำหนัก เกิน หรือมีความดันเลือดสูง มีประวัติครอบครัวเป็น     เบาหวาน และสงสัยว่าจะเป็นเบาหวาน เช่น มีอาการกินเก่ง น้ำหนักลด หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย (โดยเฉพาะ เวลากลางคืน) ตกขาวคันช่องคลอด (ในผู้หญิง) เป็นแผลแล้วหายยาก เป็นต้น ควรได้รับการตรวจน้ำตาลในเลือดหลังงดอาหารอย่างน้อย ๘ ชั่วโมง
ถ้าน้ำตาลในเลือดมากกว่า ๑๒๖ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรก็เป็นเบาหวาน
แต่ถ้าน้ำตาลในเลือดมากกว่า ๑๑๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แสดงว่ากำลังจะเป็นเบาหวาน

ความดันเลือดสูงสะสมอะไร
ความดันเลือดสูงส่วนใหญ่ (มากกว่าร้อยละ ๙๐) มีสาเหตุจากการใช้ชีวิต
การใช้ชีวิตที่เกี่ยวกับความดันเลือดสูงก็คือการกินอาหาร (หวานจัด มันจัด เค็มจัด เนื้อสัตว์มากเกิน   ผัก ผลไม้สดน้อยเกิน) ขาดการออกกำลังกาย ความอ้วน นอนกรนและหยุดหายใจขณะนอนหลับ หรือจากยา อาหาร เครื่องดื่ม (ยาแก้ปวดข้อ ปวดกระดูก โสม กาแฟ แอลกอฮอล์) และโรคต่างๆ (โรคไต โรคต่อมหมวดไต โรคหลอดเลือดผิดปกติ)

นอกจากนี้ ภาวะจิตใจที่เกี่ยวข้องกับความดันเลือด สูง เช่น ความมุ่งมั่นในการงานมากเกิน ทำงานแข่งขัน แข่งกับเวลามากเกินไป หรืออาฆาตพยาบาทคนอื่น เก็บกดความโกรธมากเกินไป
ความดันเลือดที่สูงขึ้น จะส่งผลต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ คือสมอง ใจ ไต ตา คือ
หลอดเลือดสมองเพิ่มโอกาสเกิดหลอดเลือดสมองตีบ ตัน เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต เลือดออกในสมอง ปวดศีรษะมาก อาจหมดสติ หรือถึงแก่ชีวิตได้
หลอดเลือดหัวใจเพิ่มโอกาสเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ ตัน หัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตาย
หลอดเลือดไตเพิ่มโอกาสเกิดไตวาย
หลอดเลือดที่ตาผิดปกติอาจมีเลือดออกในจอประสาทตา

คนไทยอายุมากกว่า ๔๕ ปีขึ้นไป ควรได้รับการวัดความดันเลือดอย่างน้อยปีละครั้ง เมื่อพบว่าความดันเลือดตัวบนสูงกว่า ๑๔๐ มิลลิเมตรปรอท หรือความดันเลือดตัวล่างสูงกว่า ๙๐ มิลลิเมตรปรอท อย่างน้อย ๒-๓ ครั้ง ติดต่อกันอย่างน้อย ๒ สัปดาห์ขึ้นไป แสดงว่าเป็นโรคความดันเลือดสูง ควรได้รับการดูแลรักษาต่อไป ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ จนเกิดโรคแทรกซ้อนที่อันตรายตามมา

ไขมันผิดปกติสะสมไขมันคอเลสเทอรอล ? ไขมันที่เกี่ยวกับความผิดปกติโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ ไขมันไม่ดี (low density lipoprotein cholesterol : LDL) และไขมันที่ดี (high density lipoprotein cholesterol: HDL)
ไขมันไม่ดี (LDL) ได้จากอาหารมันๆ ที่กินเข้าไป และสร้างจากตับมากเกินไป จะรวมกับสารอนุมูลอิสระ (ของเสียที่ร่างกายสร้างขึ้นมา) จนสะสมอยู่ที่หลอดเลือด ตามอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย และเปลี่ยนเป็นไขมันไปพอกที่พุง ทำให้เกิดอ้วนลงพุงตามมา
ไขมันดี (HDL) ทำหน้าที่ขนไขมันไม่ดีส่วนเกินไป ทิ้งที่ตับ น้ำดี ขับออกจากร่างกายทางอุจจาระ (เหมือน รถขนขยะคอเลสเทอรอลที่มากเกินไปทิ้ง)
ถ้าปริมาณไขมันดี ไม่สามารถขนไขมันไม่ดีไปทิ้งได้หมด ก็จะเกิดการสะสมไขมันไม่ดีในหลอดเลือดและที่พุง
ถ้าสะสมที่หลอดเลือดสมอง จนตีบ ตัน จะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
ถ้าสะสมที่หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบ ตัน จะเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย
ถ้าสะสมที่หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต ทำให้ไตเสื่อม ไตวาย และความดันเลือดสูง
คนไทยอายุมากกว่า ๔๕ ปีขึ้นไป มีภาวะไขมันสูง คือระดับคอเลสเทอรอลในเลือดสูงกว่า ๒๔๐ มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือกินยาลดไขมัน อยู่ร้อยละ ๑๕.๘-๓๒.๘ ผู้หญิงมีภาวะไขมันสูงกว่าผู้ชาย
กลุ่มอายุที่เป็นภาวะไขมันสูงมากที่สุด คือผู้หญิง กลุ่มอายุมา ๖๐-๗๙ ปี (ร้อยละ ๓๒) และผู้ชายกลุ่มอายุ ๔๕-๖๙ ปี (ร้อยละ ๒๐)
 
บุหรี่ สะสมสารพิษ
สารต่างๆ ในบุหรี่มีอยู่พันกว่าชนิด แต่ที่มีผลสำคัญ ต่อหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง ได้แก่ สารนิโคติน ที่สะสมในร่างกายจะกระตุ้นสมองสั่งให้หัวใจบีบแรงขึ้น เต้นเร็วขึ้น และความดันเลือดสูงขึ้น

ที่สำคัญคือทำให้หลอดเลือดหัวใจและสมองหดตัวแคบลง  หรือการสะสมสารคาร์บอนมอนอกไซด์จากบุหรี่ จะไปแทนที่ออกซิเจนในอากาศที่หายใจเข้าไป ทำให้หัวใจและสมองขาดออกซิเจน ขาดพลังงานหรือสะสมสารอนุมูลอิสระ

สารพิษในบุหรี่ทำให้เกล็ดเลือดเกาะตัวกัน และเลือดแข็งตัวอุดตันหลอดเลือดง่ายขึ้น มากขึ้น
ถ้าเกิดที่หลอดเลือดสมอง ก็เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
ถ้าเกิดที่หลอดเลือดหัวใจ ก็เกิดหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย

นอกจากนี้สารพิษต่างๆ ของบุหรี่ที่สะสมในหลอดลม หลอดอาหาร ปอด และอวัยวะอื่นๆ ทำให้เกิดโรคถุงลมปอดโป่งพอง โรคมะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหาร เป็นต้น ผู้ที่ใกล้ชิดคนที่สูบบุหรี่และได้รับควันบุหรี่เป็นประจำ ร่างกายจะสะสมสารพิษ และเพิ่มโอกาสเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ตัน กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือเป็นมะเร็งได้
ตัวอย่างผู้ป่วยที่พบคือสามีสูบบุหรี่ ภรรยาซึ่งไม่ได้สูบบุหรี่เอง แต่กลับเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ    หรือภรรยาสูบบุหรี่ สามีที่ไม่ได้สูบบุหรี่เป็นมะเร็งปอด เป็นต้น
แม้แต่การสูดหายใจมลพิษในอากาศสารแขวน ลอยขนาดเล็กมากๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าสะสมเป็น เวลานาน ก็เป็นเหตุปัจจัยเพิ่มโอกาสให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (หัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต) และเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวด้วย 

เมื่อสารพิษเข้าสู่ร่างกาย ภูมิคุ้มกันสิ่งแปลกปลอม จะเก็บกินสารเหล่านี้ และพยายามกำจัด ขับออกทางตับ ไต ทางอุจจาระ ปัสสาวะ ลมหายใจ ผิวหนัง เป็นต้น แต่ถ้าสารพิษหรือของเสียมากเกินกว่าที่ร่างกายจะขับออก ขจัดออกได้หมด และได้ทัน ประกอบกับมีเหตุปัจจัยให้ภูมิคุ้มกันสิ่งแปลกปลอมในร่างกายเราอ่อนแอลง ทำงานขับของเสียได้น้อยลง (เช่น ความเครียด ยากดภูมิคุ้มกัน) สารพิษของเสียเหล่านี้ก็จะสะสมตามอวัยวะต่างๆ จนการทำงานผิดปกติไป หรือเซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงจนกลายพันธ์เป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด

บุหรี่ ไม่ว่าสูบเองหรือสูดดมจากคนใกล้ชิดสูบ การหายใจมลพิษในอากาศเป็นเวลานาน จะสะสม สารพิษต่างๆ ในร่างกาย จนเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็งได้
อ้วน สะสมน้ำหนักแล้ว เป็นอย่างไร

ความอ้วนเกิดจากการไม่สมดุลของการกินอาหารและการออกกำลังกาย ผู้ที่กินอาหารที่ให้พลังงานมากกว่าการใช้พลังงานจากการออกกำลังกาย หรือกิจกรรมทางกาย ในชีวิตประจำวัน (กินแล้วใช้ไม่หมด) น้ำหนักจะเพิ่มขึ้น

อาหารที่ทำให้อ้วน ได้แก่ อาหารพวกไขมัน แป้ง น้ำตาล ของหวาน ผลไม้ แอลกอ-ฮอล์ อาหารที่ร่างกายใช้ไม่หมดจะสะสมที่ส่วนต่างๆ โดยเฉพาะที่พุง ทำให้รอบเอวใหญ่ขึ้น ควบคู่ไปกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น

การสะสมน้ำหนักของคนอ้วน นอกจากทำให้เหนื่อยง่ายขึ้น ทำงานไม่กระฉับ-กระเฉงแล้ว ยังเพิ่มโอกาสที่จะเกิดโรคความดันเลือดสูง โรคเบาหวาน ไขมันผิดปกติ โรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง และมะเร็งบางชนิด  

ความอ้วนเกิดจากการสะสมอาหารที่กินมากเกินกว่าร่างกายจะใช้หมด ทำให้เกิดโรคแห่งการสะสม อย่างอื่นๆ ตามมาได้
ชายไทยอายุมากกว่า ๑๕ ปีขึ้นไป อ้วนถึงร้อยละ ๒๒.๕  มีเส้นรอบเอวที่เกินมาตรฐาน ๙๐ เซนติเมตร พบร้อยละ ๑๕
ส่วนหญิงไทยอ้วนร้อยละ ๓๔.๔ เส้นรอบเอวที่เกินมาตรฐาน ๘๐ เซนติเมตร
พบร้อยละ ๓๖ ประชากรชายหญิงในเขตกรุงเทพฯ และในเขตเทศบาลจะอ้วนมากกว่าในเขตอื่นๆ

สะสมอะไรจึงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
ไขมันในอาหาร เครื่องดื่ม ที่กินเข้าไปจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันไม่ดีทำให้ระดับไขมันดังกล่าวสูงขึ้นในเลือดมากจนล้นเข้าไปเกาะอยู่ตามหลอดเลือด  เมื่อไขมันรวมกับสารอนุมูลอิสระซึ่งเป็นของเสียที่เกิดจากการทำงานของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ทำให้เกิดไขมันไม่ดีที่อันตรายมากขึ้น ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวถูกดึงมาสะสมในหลอดเลือด เพื่อเก็บกินไขมันและสารอนุมูลอิสระเหล่านี้ จะเกิดการอักเสบขึ้นในหลอดเลือด ถ้ามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เช่น ผู้ป่วยเบา-หวาน น้ำตาลจะสะสมและทำให้การอักเสบนี้จะลุกลามได้มากขึ้น  ถ้ามีแรงกระแทกจากความดันเลือดที่สูงผสมด้วยแล้ว ทำให้หลอดเลือดที่อักเสบเกิดปริแตกเป็นแผล เกล็ดเลือดและเม็ดเลือดจะรวมตัวกันเป็นก้อนเลือดอุดตันหลอดเลือด

ยิ่งถ้าสูบบุหรี่ด้วย สารนิโคตินที่อยู่ในบุหรี่จะสะสม ในหลอดเลือดทำให้เลือดเกาะกันเป็นก้อนเลือดใหญ่ขึ้นจนอาจเกิดหลอดเลือดตัน ผู้ป่วยจะเจ็บแน่นหน้าอกอย่างมาก เหงื่อแตก ใจสั่น บางคนอาจถึงกับหมดสติ ถ้าไม่มีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจภายใน ๖ ชั่วโมง จะจะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย บางครั้งเกิดการเต้นหัวใจผิดจังหวะอย่างรุนแรงจนเสียชีวิตได้
  
คนไทยตายด้วยโรคหัวใจ ๑๗,๐๐๐ กว่าคน หรือประมาณ ๒ คนต่อชั่วโมง
จังหวัดที่มีคนตายด้วยโรคหัวใจมากที่สุด คือ กรุงเทพฯ ๓,๐๐๐ คนต่อปี  
ทุกๆ ครึ่งชั่วโมงจะมีคนไทยอย่างน้อย ๑ คน ตายจากโรคหัวใจ
ทุกๆ วัน จะมีคนกรุงเทพฯ อย่างน้อย ๘ คน ตายจากโรคหัวใจ
โรคหัวใจที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากที่สุดคือ โรคหลอดเลือดหัวใจ

อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นโรคร้ายแห่งการสะสมได้อย่างไร
โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือโรคหลอดเลือดสมองตีบ มีการเกิดโรคที่คล้ายกับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ     ดังนั้น ภาวะสะสมที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ก็ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตได้เหมือนกัน เช่น ไขมันไม่ดี สารอนุมูลอิสระที่เพิ่มขึ้นหรือขาดสารขจัดอนุมูลอิสระจากผัก ผลไม้ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจากเบาหวาน สูบบุหรี่ และความดันเลือดสูง

นอกจากนี้ ภาวะการเต้นหัวใจห้องบนผิดจังหวะอย่างรุนแรง และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวขึ้น ก็ทำให้เพิ่มโอกาสการเกิดก้อนเลือดที่หัวใจหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

ความดันเลือดสูง นอกจากเพิ่มโอกาสเกิดหลอดเลือดสมองอุดตันแล้ว ยังทำให้เกิดหลอดเลือดสมองแตก เลือดออกในสมองได้ บางครั้งจำเป็นต้องผ่าตัดสมองฉุกเฉิน บางรายถึงกับเสียชีวิต

คนไทยตายด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ๑๕,๐๐๐ กว่าคน หรือประมาณ ๑ คนกว่าๆ ต่อชั่วโมง
จังหวัดที่มีคนตายด้วยโรคหลอดเลือดสมองมากที่สุดคือ กรุงเทพฯ ซึ่งครองแชมป์ตลอดกาลคือ ๒,๒๐๐ กว่าคนต่อปี  
โรคหลอดเลือดสมองที่คนไทยเป็นส่วนใหญ่เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต (ร้อยละ ๗๐) ส่วนอีกร้อยละ ๓๐ เกิดจากหลอดเลือดสมองแตก ทำให้เลือดออกในสมอง
     
โรคร้ายแห่งการสะสมมาเป็นกลุ่ม
ส่วนใหญ่อาจเริ่มด้วยโรคใดโรคหนึ่งก่อนและจะมีโรคที่ ๒, ๓ หรือ ๔ ตามมาก็ได้ เช่น เริ่มด้วยน้ำหนักเกิน อ้วน ตามด้วยความดันเลือดสูง ต่อมาเป็นเบาหวาน และเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดสมองตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือบางคนอาจเป็นเบาหวาน ความดันเลือดสูง อ้วน แล้วต่อมาก็เกิดมะเร็งเต้านมตามมา เป็นต้น
จากการติดตามศึกษาสาเหตุการตายของผู้ป่วยเบาหวานที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ จำนวน ๒๐๐ กว่ารายเป็นเวลาเฉลี่ย ๔ ปีเศษ พบว่าสาเหตุการตายอันดับ ๑ คือการติดเชื้อในกระแสเลือด รองลงมาคือโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวายระยะสุดท้าย และมะเร็ง ตามลำดับ

โรคร้ายแห่งการสะสมเป็นโรคที่ระบาดทั่วโลกตามกระแสวัตถุนิยม บริโภคนิยม ทำให้เกิดการ บริโภคอาหาร เครื่องดื่ม เกินจนร่างกายใช้ไม่หมด (ขาดการออกกำลังกาย) ขับออกจากร่างกายไม่ทัน และเกิดโรคร้ายในที่สุด

ที่มา :  http://www.doctor.or.th/article/detail/1099

แนวโน้มการดูแลสุขภาพปี 2556

แนวโน้มการดูแลสุขภาพปี 2556


 ในปัจจุบัน ผู้คนดำรงชีวิตในสภาวะที่เต็มไปด้วยมลภาวะความเครียดและการทำงานที่ต้องแข่งกับเวลา และการรับประทานอาหารที่เร่งรีบ การดูแลเอาใจใส่สภาพร่างกายเป็นอย่างดีตามสภาพและเวลาที่เหมาะสม ย่อมดีกว่าการปล่อยให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บแล้วทำการรักษาในภายหลัง การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะจะช่วยให้ค้นพบปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค ช่วยให้มีการดูแลรักษาสุขภาพ ช่วยให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโรค การให้วัคซีน ยา หรือสารเคมีบางชนิดเพื่อป้องกันโรค การตรวจสุขภาพที่ให้ประโยชน์คุ้มค่า จะต้องเป็นการตรวจที่มีจุดประสงค์มุ่งป้องกันมากกว่ามุ่งการรักษา ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับผู้ที่มารับการตรวจอย่างแท้จริง ทั้งยังสามารถบอกความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายได้เป็นอย่างดี
    พ.ท.นพ.ณัฏฐ์พีรยช มรกตพรรณ หัวหน้าแพทย์ศูนย์ตรวจสุขภาพ รพ.พญาไท 3 กล่าวว่า ถ้าจะดูเรื่องของแนวโน้มของการดูแลสุขภาพในปี 2556 ก็ต้องดูว่าทางองค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization (WHO) ได้กำหนดรูปแบบวันสุขภาพโลก (World Health Day) ซึ่งจะตรงกับวันที่ 7 เมษายน 2556 นั้น เป็นไปในทิศทางใด
    ปี 2556 นี้ WHO ได้เน้นไปที่เรื่องของ “โรคความดันโลหิตสูง” โดยพยายามชักนำให้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจเรื่องของการป้องกันความความดันโลหิตสูง เพื่อผดุงคุณภาพชีวิตของมนุษย์ยุคปัจจุบัน ซึ่งเราจะพบว่าคนรุ่นใหม่กินอาหารมากขึ้น (หาซื้อง่าย ซื้อได้ทุกๆ เวลา) เพิ่มความเสี่ยงน้ำหนักเกิน-อ้วน, นอนไม่พอ, กินเกลือมากขึ้น ชอบกินอาหารสำเร็จรูป อาหารแห้ง อาหารจานด่วน และอาหารซื้อ เช่น แกงใส่ถุง ฯลฯ (มักจะมีเกลือมากกว่าอาหารทำเองที่บ้าน) ซึ่งหากเราให้ความสำคัญกับการป้องกัน ก็สามารถลดค่าใช้จ่ายจากการที่จะเจ็บป่วยจากโรคที่จะเกิดตามมาภายหลังได้มากทีเดียว ดังนั้นองค์การอนามัยโลกจึงกระตุ้นให้แต่ละประเทศ ผลักดันนโยบายและกิจกรรมที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันก่อนเป็นโรคนั่นเอง
    คุณหมอระบุว่า ความดันเลือดสูงเป็นโรคที่ไม่ค่อยมีอาการอะไร คนส่วนน้อยอาจปวดหัวบริเวณท้ายทอยได้บ้าง คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่า ความดันเลือด 140/90 มม.ปรอท เป็นค่าปกติ, จริงๆ คือ เป็นค่าที่ "ต้องรักษา" แล้ว ดังนั้นการตรวจหาความดันเลือดสูงเป็นประจำ มีส่วนช่วยให้พบโรคได้ตั้งแต่แรกๆ ซึ่งถ้าเราได้มีการปรับเปลี่ยนแบบแผนในการใช้ชีวิต เช่น นอนให้พอ ลดเกลือ-ลดเค็ม ออกแรง-ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ฯลฯ จะช่วยป้องกันโรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดช้าลง หรือบรรเทาเบาบางลง โอกาสหรือความเสี่ยงที่จะเป็นสโตรก (stroke = กลุ่มโรคหลอดเลือดสมองแตก-ตีบ-ตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต), หัวใจเสื่อม-หัวใจวายลดลง, ไตเสื่อม-ไตวายก็จะลดลงได้
    "ระยะไม่นานมานี้มีการศึกษาวิจัยพบว่า เด็กๆ ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง (เช่น อ้วนมาก ฯลฯ) มีโอกาสเป็นความดันเลือดสูงเพิ่มเป็น 2-4 เท่าของเด็กทั่วไป และเด็กที่มีความดันเลือดสูงขึ้น แต่ยังไม่ครบเกณฑ์วินิจฉัยเป็นความดันเลือดสูง หรือมีความดันเลือดสูงขึ้นเล็กน้อย (ความดันเลือดในช่วงค่าบน (Systolic Blood Pressure) = 120-139 มม.ปรอท/ค่าล่าง (Diastolic Blood Pressure ) = 80-89 มม.ปรอท นั่นคือ เรียกว่า "ภาวะก่อนความดันเลือดสูง" หรือ "ว่าที่ความดันเลือดสูง (Prehypertension)" ซึ่งภาวะดังกล่าวนี้จะเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ และเพิ่มความเสี่ยงที่จะมีความดันเลือดเพิ่มขึ้นจนถึงระดับเป็นโรคความดันเลือดสูงเต็มตัว" คุณหมอณัฏฐ์พีรยชกล่าว และว่า
    คนที่มีสุขภาพดีมาก เช่น นักกีฬา คนที่ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ คนที่ฝึกไทชิ-ชี่กง (เคลื่อนไหวพร้อมการหายใจช้าๆ), ฯลฯ มักจะมีชีพจรช้าลง และความดันเลือดต่ำกว่า 120/80 มม.ปรอท ทุกวันนี้เครื่องวัดความดันโลหิตอัตโนมัติที่ใช้ได้ดีมีราคาไม่แพง (ประมาณ 2,000-3,000 กว่าบาท) ก็น่าจะมีไว้ที่บ้านก็จะช่วยให้เราสะดวกสบายขึ้น ไม่ต้องไปหาหมอบ่อยๆ
    นอกจากนี้ เรื่องสุขภาพหลักๆ ที่ยังอยู่ในความสนใจของคนทั่วไปในปีที่ผ่านมา และก็น่าจะยังอยู่ต่อเนื่องไปในปี 2556 นี้ ก็คือเรื่องความงามอย่างมีสุขภาพดี เป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งของคนยุคนี้เลยทีเดียว ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าโปรแกรมลดน้ำหนักและคลินิกความงามตามศูนย์การค้าใหญ่ๆ จึงมีมากมายให้เราได้เห็นอยู่ทุกๆ วัน ส่วนเรื่องของการรับประทานอาหาร ผู้คนก็จะเน้นไปที่อาหารเพื่อสุขภาพกัน เช่น Functional food (อาหารที่มีสารอาหารซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ นอกเหนือจากคุณค่าทางโภชนาการแล้วก็ยังช่วยป้องกันโรคและรักษาโรคได้ ซึ่งประโยชน์ต่อสุขภาพของสารอาหารเหล่านี้ได้แก่ ลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง โรคอ้วน โรคเบาหวาน ซึ่งก็ครอบคลุมอาหารหลายกลุ่ม เช่น ผัก ผลไม้ สมุนไพร ชา สารทดแทนน้ำตาล เช่น ฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ เส้นใยอาหาร) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกึ่งยาที่เรียกว่า nutraceutical supplements เป็นต้น
    สำหรับเรื่อง “สุขภาพดูแลได้ด้วยตัวเอง” ที่เรียกว่า DIY (DIY = Do It Yourself) HEALTH ซึ่งเป็นเทรนด์ในปีที่ผ่านมา ก็น่าจะยังคงแรงต่อไปในปี 2556 เทคโนโลยีและนวัตกรรม DIY ใหม่ๆ จะเรียงแถวออกสู่ตลาดเพื่อตอบรับโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะในเชิงการป้องกัน ตรวจสอบ ปรับปรุง เฝ้าระวัง และบริหารจัดการสุขภาพของตัวเอง ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้จะออกมาในรูปแบบของ “แอพลิเคชั่น” ในมือถือเป็นส่วนใหญ่อย่างที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน.

ที่มา : http://thaipost.net/x-cite/030113/67431

Sunday, June 23, 2013

ประโยชน์ของพืช ผัก ผลไม้ต่างๆ

ประโยชน์ของพืช ผัก ผลไม้ต่างๆ 

  • เนยใส (เนยกี) ใช้หยอดหู แก้อาการน้ำในหูไม่สมดุลหรือหยอดจมูก แก้อาการคัดจมูก
  • เนื้อลูกยอ กินหน้าหนาว เช่นส้มตำลูกยอดิบ ล้างพิษได้ กินฤดูอื่น ช่วยขับพยาธิ ควรได้กินปีละครั้ง
  • เปลือกมังคุด ต้มน้ำกินช่วยสมานแผล
  • เม็ดแมงลัก เป็นตัวเก็บไขมันไปทิ้ง แต่กินตอนเย็นจะย่อยยาก ทำให้ท้องอืด
  • เม็ดบัว ต้มให้เปื่อย ใส่น้ำตาลกรวด ช่วยฟื้นไข้ ฟื้นกำลัง เพิ่มสเปิร์ม เพิ่มโอกาสตั้งครรภ์
  • เหงือกปลาหมอ กับพริกไทย กับน้ำผึ้ง เป็นยาอายุวัฒนะ
  • เห็ดมีโปรตีนที่ดูดซึมได้ดีกว่าเนื้อสัตว์ ถั่ว มีกรดอมิโน สลายสารและต้านอนุมูลอิสระ
  • เห็ดหูหนูขาว บำรุงปอด
  • เห็ดหูหนูดำ เม็ดบัว งาดำ กินบำรุงไต
  • เห็ดหูหนูดำ ต้มกับหญ้าหวาน ใส่น้ำตาลกรวด ช่วยบำรุงกำลัง บำรุงสมอง ดีต่อปอด ไต ม้าม แต่อย่ากินตอนเย็น เพราะจะเย็นเกินไป

  • เอาน้ำขิงชงชาก็ดื่มดี การชงชาไม่ควรทิ้งชาแช่ในน้ำนานเกิน 5 นาที เพราะสารแทนนิน จะออกทำให้ท้องผูกและนอนไม่หลับ
  • แกงบอน ช่วยลดความชื้นในร่างกาย ปอดชื้น ไตชื้น ม้ามชื้น
  • แปะก๊วย กับใบบัวบก กับใบพู่ระหง บำรุงผม
  • แปะก๊วยมีประโยชน์เหมือนลูกบัว แต่น้อยกว่า และแพงกว่า
  • โรคเก๊าท์ รักษาโดยการกินลูกเดือยแทนข้าว 80 % ของอาหาร 3 มื้อใน 7 วันจะหายได้
  • ใบเตย กับ แก่นขนุน ช่วยเพิ่มเม็ดเลือด
  • ใบเตย กับ ใบมะนาว ช่วยเพิ่มเม็ดเลือด
  • ใบเตยดีกับหัวใจ
  • ใบโหระพาและสับปะรด ปั่นน้ำ ช่วยเพิ่มเม็ดเลือด (ใบโหระพาเป็นยาอายุวัฒนะ)
  • ใบกระเพรา ต้นน้ำดื่ม ช่วยขับลม อาจเติมกูลโครสให้เด็กอยากดื่มก็ได้
  • ใบขลู่ (ไม่แน่ใจว่าสะกดคำถูงต้องหรือไม่) ช่วยลดไขมันในเลือดได้ดี โดยเอาใบขลู่ต้มกับกระเจี๊ยบ-พุทราจีน หรือนำมาผัดหมู่สับ ใส่ขึ้นฉ่าย และเกี้ยมบ๊วย แก้ริดสีดวงทวาร ลดเบาหวาน
  • ใบขลู่ ปั่นกับสับปะรด เพิ่มเม็ดเลือด หรือตากแห้ง นำมาชงดื่มแบบชาก็ดี
  • ใบมะยม กินสดหรือต้มน้ำ (ต้มทั้งก้าน) แก้เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ลดปวดหัว บำรุงตับอ่อน ช่วยปรับระดับน้ำตาลในสมดุล ช่วยระบาย บำรุงกำลัง แก้อ่อนเพลีย ทำให้เจริญอาหาร ช่วยย่อย หรือใช้สูตรต้มกับหมูสับหรือเต้าหู้กินบำรุงกำลังดี กากใยของใบมะยมยังช่วยขับไขมันได้ดีด้วย จึงควรปลูกมะยมไว้ประจำบ้าน ปลูกในกระถางก็ได้ การหักให้หักทั้งกิ่งที่ยอดเพื่อให้มันแตกกิ่งเพิ่ม
  • ใบยอ นึ่ง คั้นน้ำ หรือปั่น กินแก้ปวดข้อ ไม่ควรกินสดเพราะมีสารพิษ
  • ใบยอ ปั่นกับสับปะรด เพิ่มเม็ดเลือด ใบยอเผา ปิ้ง ยำ หรือใส่ในห่อหมก แก้ไอ คัดจมูก
  • ใบสัปปะรดสับ ต้มน้ำดื่ม ช่วยขับปัสสาวะ
  • ใบหญ้าหวาน (สเตอเวีย) เป็นน้ำตาลธรรมชาติที่มีประโยชน์ มีความหวานเป็น 40 เท่า ต้นน้ำดื่ม บำรุงตับอ่อน ธาตุ แก้ เบาหวาน เพิ่มกำลังวังชา สมานแผลทั้งภายในและภายนอก กินใหม่ๆน้ำตาลจะเพิ่ม แต่ไม่อ่อนเพลีย กินต่อไปน้ำตาลในเลือดจะลด ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมอง
  • ไข่ - ควรกินไข่สุก หรือสุกขนาดเป็นมะตูมก็ได้ ไข่ดิบย่อยยาก ดูดซึมยาก
  • ไข่เค็ม ยังมีสารอาหารครบ
  • ไข่เยี่ยวม้า มีสารอาหารน้อยลง แต่มีโซเดียม ฟอสเฟตสูง ช่วยบำรุงไต
  • ไข่แดงเป็นโคเลสเตอรอลดี ช่วยในการดูดซึมของสารอาหารต่างๆ
  • กกเตย ช่วยฟื้นฟูตับอ่อน
  • กระเจี๊ยบเขียว กินแก้พยาธิตัวจี๊ด
  • กระเจี๊ยบเขียว ต้มกิน ช่วยแก้ท้องผูกสำหรับผู้ป่วยที่นอนนาน
  • กระเจี๊ยบแดงต้มกับพุทราจีน ช่วยหัวใจ ลดโคเลสเตอรอล ลดความดัน ลดไตกีเซอไรย์ ปรับเส้นเลือดให้ยึดหยุ่น แข็ง แรง ขยาย-ล้างหลอดเลือด แก้เส้นเลือดปูด ตีบ ขอด ในหัวใจโต ริดสีดวงทวาร ขยายเส้นเลือดในไต ไตแข็งแรงขึ้น ป้องกันเลือดกำเดาไหล กระเจี๊ยบแดงกินเดี่ยวทำให้ไตเสื่อม โลหิตจาง
    กระชาย จักรพรรดิแห่งสมุนไพร (โสมไทย) ดีกว่าโสมเพราะไม่มีสารที่เป็นพิษ มี 3 สีคือ ๑.กระชายเหลือง มีโอสถสารสูงสุด หาง่าย ๒.กระชายแดง หายาก ๓.กระชายดำ ประโยชน์ แก้ความดันสูง เลือดเป็นลิ่ม ฟื้นฟูตับ ต่อมไร้ท่อ ไต หัวใจ เพศ ทำให้ผมดำ เพิ่ม ฮอร์โมนเอสโตรเจน แคลเซียม เพิ่มสเปิร์ม แก้กระดูกเสื่อม บำรุงสมอง แก้ปวดข้อ ปวดกระดูก ปวดแข้ง ปวดขา ขับลม ให้กำลัง ทำให้ไข่พยาธิฝ่อ กินพร้อมเปลือก กินได้ทั้งต้น ไม่มีพิษ วิธีทำ ใช้กระชาย ½ กิโล คั้นน้ำ 2 ลิตร แยกกาก เก็บในตู้เย็นไว้ดื่ม ตำก็ได้ ผสมน้ำผลไม้ก็ได้ กากไม่ควรกิน เพราะจะดูดโอสถสารกลับ กากใช้ผสมเหล้ากับน้ำตาลทราย พอกเข่าแก้ปวดได้ ใช้เลี้ยงกุ้ง โตเร็ว ไม่ขี้โรค ใช้ฆ่าเชื้อโรคได้ ปลอดภัย ล้างผัก ผลไม้ดีที่สุด ไม่มีสารตกค้างที่ร่างกายไม่ต้องการ การคั้นน้ำได้โอสถสารมากที่สุด การต้มจะเหลือแค่การขับลม การดองเหล้าก็ได้ กินแล้ว คึกทางเพศ กระชาย ที่ใส่ฟอร์มารีนให้แช่ด้วยน้ำเกลือ ล้างออกได้
  • กระท่อม ใช้แก้ท้องเสีย (เป็นสารเสพติด) ทำให้ทนแดด ทนฝน ทนงานหนัก แต่กลัวฝนจนตัวสั่น
  • กล้วยน้ำว้า ช่วยปรับสมดุลระหว่างช่วงความแตกต่างของอาหาร เช่น อาหารไทย – เทศอาหารเจ – คาว ช่วงอด – ไม่อด กินก่อนการเปลี่ยนอาหาร
  • กลอย เป็นอาหารแป้ง ช่วยอุ้มไขมันไปทิ้ง เหมือน มันเทศ บุก กรอบภูเขา ฮ่วยซัว
  • กะทิ สด ละลายในน้ำได้ดี (ไม่เหมือนไขมัน) ช่วยล้างหลอดเลือด ขับพญาธิ ฆ่าฤทธิ์ ช่วยระบาย
  • กุยฉ่าย ช่วยลดความดัน ฟอกเลือด
  • กุหลาบ บำรุงหัวใจ ทำให้หายใจโล่ง รู้สึกกระปี้กระเปล่า (สีแดงในพริกด้วย)
  • ขนุน บำรุงหัวใจ
  • ขมิ้นชัน มีวิตามิน เอ ซี อี บี รวม เบต้าแครอทีน สังกะสี สารสีเหลือง Curcumin ที่ไม่มีในอย่างอื่น ช่วยล้างไขมันในตับ แต่ไม่ล้างพิษ ป้องกันมะเร็ง กินก่อนนอน กินมากไม่มีผลเสีย ช่วยให้ผิวสวย ต้านหวัด ขจัดเซลล์ร้าย เซลล์มะเร็ง (การทำคีโมขจัดเซลล์ทุกอย่าง) ต้านอนุมูลอิสระ แบบผงละลายน้ำดื่มแก้ท้องผูก เปลือกขมิ้นชันกินไม่ได้ มีพิษ กินขมิ้นชันตอนตี 3 บำรุงปอด ผิว ตี 5 บำรุงลำไส้ใหญ่ ฟื้นปลายประสาท ไม่เป็นริดสีดวง 7 น. บำรุงกระเพาะ ทำให้เนื้อแน่น 9 น. แก้น้ำเหลืองเสีย เก๊า เบาหวาน ลดความอ้วน 11 น. เป็นต้นไป บำรุงตับ ผิว ถ้าทานแล้วท้องเสีย ร่างการกำลังขับพิษ ให้หยุดแล้วเริ่มทานแต่น้อย กิน 10 – 20 แคปซูล ตอนเช้าแก้ท้องผูกได้
    ของดอง ผักดอง หนำเลี้ยบ หน่อไม้ดอง บำรุงไต
  • ข้าวเหนียว 2 ส่วน ต้มกับลำไยแห้ง 1 ส่วน ใส่น้ำมากๆ กินบำรุง ปอด หัวใจ ตับ
  • ขิง หอม กระเทียม น้ำผึ้งมะนาว กินแก้หอบหืด ลดไขมัน
  • ขี้เหล็ก ช่วยขับถ่ายดี เพิ่มเม็ดเลือด นอนหลับดี ไม่ควรกินสด เพราะมีสารพิษ
  • ขึ้นฉ่ายคู่กับ เกี้ยมบ๊วย
  • จับฉ่าย ควรใส่หัวใช้เท้า ช่วยล้างพิษ สารตกค้าง
  • ดอกแค ดอกกาสะลอง (ดอกปีบ) ช่วยบำรุงปอด ตากแห้ง ชงน้ำดื่ม
  • ดอกคำฝอย กับเก๊กฮวย ช่วยจับโคเลสเตอรอล แล้วลูกสำลองจะช่วยขับออก
  • ดอกคำฝอย ถ้ากินเดี่ยวๆ จะลดโคเลสเตอรอลได้มาก อาจทำให้ซึมได้
  • ดอกชุมเห็ด ทำให้ถ่ายอย่างแรง เพราะมีพิษ ควรลวกแล้วราดด้วยกะทิล้างพิษ ไม่ควรกินเกิน 3 ดอก
  • ดอกอันชัน ทานสดได้ บีบมะนาวจะเป็นสีชมพู บำรุงไต ช่วยย่อย ทำให้น้ำเหลืองแห้ง
  • ถั่ว 5 สี (กะยาคู) เป็นยาอายุวัฒนะ ถั่วขาว บำรุงปอด ถั่วแดง บำรุงหัวใจ ถั่วดำ บำรุงไต ถั่วเหลือง บำรุงม้าม ถั่วเขียว บำรุงตับ ใส่เพิ่มลูกเดือย มันเทศก็ได้
  • น้ำเต้าก็ใช้แทนกล้วยน้ำว้าได้
  • น้ำใบบัวบก บำรุงสมอง
  • น้ำตาลกรวดย่อยง่ายกว่า ดูดซึมดีกว่า น้ำตาลทราย
  • น้ำปัสสาวะ เป็นน้ำที่ได้จากการกลั่นเอาอาหารที่กินเข้าไป เหลือแยกออกมา ฉะนั้นโดยความเป็นจริง แล้วน้ำปัสสาวะสะอาด (ไม่เหมือนอุจระที่จะสกปรก) และมีสารอาหาร เกลือแร่ เลือด ที่เหลือ จากการดูดซึมเข้าร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาร อินเตอร์เฟอรอล ที่สามารถล้างพิษได้ น้ำ ปัสสาวะสามารถใช้ดื่มเพื่อล้างระบบต่างๆในร่างกายที่มีปัญหา เพียงแต่รองใส่ภาชนะเวลาถ่าย แล้วดื่มได้เลย
  • น้ำฟักทอง บำรุงไต
  • น้ำมะพร้าวอ่อน ช่วยเพิ่มฮอร์โมน เอสโตรเจน สำหรับเพศหญิง บำรุงผม เนื้อมะพร้าว ถ้าอ่อนเป็นวุ้น มีฮอร์โมนเอสโตรเจน ถ้าเนื้อขาวแข็งมีฮอร์โมนเทสโทสเตอโลน
  • น้ำหญ้าหวาน (บำรุงม้าม ธาตุ) ต้มกับเห็ดหูหนูดำ (บำรุงไต) กับน้ำตาลกรวด (บำรุงปอด) ดื่มเพิ่มพลัง แก้อ่อนเพลีย แต่ดื่มแล้วเย็นใน
  • บอระเพ็ด ยาว 1 เกียก ต้นน้ำดื่มช่วยล้างระบบดูดซึมได้ ทำให้เลือดเลี้ยงสมองส่วนหน้าดี
  • ผักชี กับสับปะรด ช่วยเพิ่มเม็ดเลือด
  • ฝัก คู่กับมะนาวดอง
  • พริกปาปริกา ช่วยการไหลเวียนของเลือด
  • ฟักข้าว ช่วยขับพยาธิ บำรุงธาตุ ขับไรฝุ่น เอาเปลือกออกกินทั้งเนื้อทั้งเม็ด ต้มยำปลากระป๋อง
  • ฟ้าทะลายโจร เป็นยาเย็น เหมือนมะระ ถ้ากลัวเย็นไปให้กินตามด้วยน้ำขิง
  • มะเขือเทศ บำรุงเลือด หัวใจ แก้โรคซึมเศร้า คนที่หัวใจโต ไตไม่ดีไม่ควรกิน
  • มะขามเทศมีโซเดียมและแคลเซียมสูง เปลือกใช้ทำยาย้อมผม และยาสระผม
  • มะละกินคู่กับ ผักดอง
  • มันเทศ กินแก้อ่อนเพลีย แก้ม้ามชื้น ซึ่งทำให้อ้วนง่าย กินแล้วผอม
  • มันสำปะหลัง กินแล้วอ้วน กินตอน 9.00 น เพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย
  • ยอดมะลุม มีเบต้า แครอลทีน ทำให้ผิวดี แก้ตกกระ มีสารเพ็กติน นิ่มๆ ฆ่าพยาธิได้ มีธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส สร้างภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระ ใบต้านเบาหวาน ทำให้ขับถ่ายดี ป้องกันไมเกรน
  • รากเตย ต้มน้ำ ดื่มแก้เบาหวาน ดีกับตับอ่อน
  • ลำไยสด บำรุงกำลัง หัวใจ เปลือกมีสารทำให้ร้อนใน แก้โดยให้แช่น้ำเกลือก่อนแกะ หรือดื่มน้ำเกลือตาม เม็ดลำไยตากแห้งบด นำมาโรยแผลช่วยให้น้ำเหลืองแห้ง
  • ลูกเกดแห้ง บำรุงถุงนำดี ตับ ไต
  • ลูกเดือย บำรุงเส้นเอ็น บำรุงกระดูก แก้กระดูกแตก
  • ลูกเดือยต้มกับถั่วขาว ถั่วขาว 1 ส่วน ลูกเดือย 2 ส่วน ต้มน้ำ 20 เท่า กินแต่น้ำ บำรุงตับ
  • ลูกไข่เน่า ผลไม้สีดำ คล้ายพุทรา เม็ดลีบ กลืนได้ ช่วยระบบขับถ่าย กินแล้วหัวดี กินสดหรือดองน้ำเกลือ บำรุงไต กระดูก แก้กระดูกผุ บำรุงระบบเพศ สมอง ต่อมไร้ท่อ เหมือนกระชาย มีแคลเซียมสูง
  • ลูกมะหวด มีวิตามินเอ ซี อีสูง และ ฮอร์โมนเอสโตรเจน มาก ต้านอนุมูลอิสระ ฟอกเลือด ใบใช้บ่มมะม่วงให้สุก
  • ลูกยอสุก เอาเม็ดออก ผสมยาสระผมสมุนไพร แก้เหา แก้คันจากไรฝุ่น ใช้ขับประจำเดือนอย่างแรง (ระวังอาจแท้งได้) ลูกยอมีฮอร์โมนเอสโตรเจน และตัวเบื่อเมา ใช้สับปะรดใส่ช่วยดับกลิ่นลูกยอได้
  • ลูกสำลอง กับหญ้าหวาน กับดอกคำฝอย กับเก๊กฮวย ช่วยลดโคเลสเตอรอลดี ลูกสำลองมีประโยชน์เหมือนรังนก บำรุงปอด รังนกแท้หายาก ของปลอมทำจากรากไม้ลูกหูกวางกินแล้วแล้วขาไม่มีแรง
  • ว่านรางจืด ช่วยล้างพิษจากน้ำตาลในเลือด
  • ว่านหางจระเข้ ปอกเปลือก เอาเมือกเหลืองๆออก เอาวุ้นใสๆทาแก้แพ้ ผื่นแดงที่เกิดจากน้ำไม่สะอาด
  • สะเดา ถ้ากินน้อย กินสดไม่เป็นไร ถ้ากินมาก ควรทำให้สุกก่อน
  • สะเดาสด ลวก ช่วยระบบท้องดี เพิ่มน้ำย่อย ลดไข้ ล้างไขมัน อย่าทานทุกวัน จะปวดเมื่อยตัว
  • สาหร่ายทะเล ช่วยฟอกเลือด ปรับสมดุล ลดอาการบวม นำมาอบหรือคั่ว จิ้มซีอิ้วกินอร่อย
  • หน่อไม้ดอง บำรุงไต ล้างยา ล้างพิษ
  • หน่อไม้สด ควรกินคู่กับใบหญ้านาง (เป็นการล้างพิษของหน่อไม้ออก) ช่วยขยายหลอดเลือด
  • หมึกในปลาหมึก ช่วยแก้ร้อนใน ปากเป็นแผล บำรุงไต ล้างระบบดูดซึม ลดโคเลสเตอรอลในปลาหมึก
  • หัวไช้เท้า ล้างยา ล้างพิษ ฉะนั้นคนป่วยกินยาไม่ควรกิน
  • หัวต้นหอมดีกับปอด หางกินแล้วเย็น
  • องุ่นสีม่วง ช่วยฟอกเลือด บำรุงหัวใจ มีโปรแตสเซี่ยมสูง (กินมากไม่ดีต่อตับ) กินสดจะได้วิตามิน เอ ซี อี สูง ถ้ากวน จะมีวิตามินน้อยลง แต่ได้เอสโตรเจนเพิ่ม
  • อินทผารัม บำรุงไต ระบบเพศ 
ที่มา :  http://www.thaiyuh.com/main/index.php/2012-11-26-02-00-55/80-2012-12-13-04-00-01

Thursday, June 13, 2013

เคล็ดลับจากทั่วโลก เพื่อให้อายุยืนยาวถึง 100 ปี


          เห็นข่าวทำนองบันทึกสถิติชายชรา-หญิงชรา ที่อายุมากที่สุดในโลกขึ้นมาทีไร ก็ชวนให้คิดถึงตัวเองทุกทีว่า อย่างเรานี่จะอยู่ได้ยืนยาวถึงอายุเท่าไหร่กันหนอ โดยเฉพาะประชากรอาวุโสจากเกาะซาร์ดิเนียของประเทศอิตาลี และเกาะโอกินาว่าของประเทศญี่ปุ่น ที่มีอายุขัยเฉลี่ยมากกว่าประชากรอาวุโสจากประเทศอื่น ๆ อยู่ถึง 10 ปี แถมที่เกาะทั้งสองนี้คุณปู่คุณตาทั้งหลายยังอายุยืนพอ ๆ กับคุณย่าคุณยายเสียด้วยสิ ทั้ง ๆ ที่เขาว่ากันว่าผู้หญิงมักจะอยู่ทนอยู่นานกว่าผู้ชายด้วยซ้ำไป

          แหม เขามีเคล็ดลับดี ๆ อะไรหนอให้อายุยืนได้ขนาดนี้ ลองไปดูกันดีกว่าครับว่าเคล็ดลับการอยู่ให้อายุยืนยาวจากเกาะทั้งสองนี้ และพื้นที่อื่น ๆ จากทั่วโลกที่มีประชากรสูงวัยจนแทบทุบสติติโลก มีอะไรกันบ้าง

เคล็ดลับอายุยืนจากเกาะซาดิร์เนีย ประเทศอิตาลี

          มีบันทึกว่า สิ่งที่ทำให้ประชากรของซาดิเนียมีอายุยืนยาว ส่วนหนึ่งมาจากพันธุกรรมของคนในพื้นที่ และอีกส่วนหนึ่งก็มาจากไลฟ์สไตล์แบบท้องถิ่นของพวกเขา และนี่ก็คือเคล็ดลับที่ว่าครับ..

ดื่มไวน์

          เป็นที่รู้กันว่าชาวอิตาลีนิยมดื่มไวน์กันวันละ 2 แก้ว ชาวซาร์ดิเนียเองก็เช่นกัน แต่ท่าทางไวน์ท้องถิ่นที่เรียกว่า Cannonau ซึ่งมีรสชาติสดชื่นของเชอร์รี่และเปบเปอร์มินต์ จะมีสารฟลาโวนอยด์ซึ่งดีกับหัวใจอยู่ในปริมาณมากกว่าไวน์ทั่วไป ชาวซาร์ดิเนียก็เลยแข็งแรงอย่างที่เห็นนั่นเอง

ไม่หยุดเรียนรู้

          ชาวซาร์ดิเนียยังคงทำงานกันแม้จะแก่ชราจนอายุ 90 กว่าปีแล้ว แต่คุณเองไม่จำเป็นต้องทำงานอย่างจริง ๆ จัง ๆ ขนาดนั้นก็ได้ แต่ให้หาทางให้สมองได้ทำงานอยู่เรื่อย ๆ ด้วยการเรียนรู้ที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง อย่างลองลงคลาสเรียนภาษา หรือว่ากิจกรรมอื่น ๆ ที่ตัวเองสนใจก็ได้นะ 

เคล็ดลับอายุยืนจากเกาะโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น

          แม้ว่าเกาะโอกินาว่า จะนับเป็นเกาะที่ยากจนที่สุดของญี่ปุ่น แต่ถ้าเป็นเรื่องของสุขภาพแล้วล่ะก็ เกาะแห่งนี้ไม่น้อยหน้าใครแน่ ๆ ประชากรอาวุโสของโอกินาว่ามีสุขภาพหัวใจที่ดี แถมยังมีคลอเรสเตอรอลชนิดร้ายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเยอะทีเดียว

 กินมันหวาน

          อ่านหัวข้อแล้วคิดถึงชิซุกะจังในโดราเอมอนที่ชอบกินมันเผา ชาวโอกินาว่าเองก็เช่นกัน ประชากรบนเกาะนี้แทบจะทานมันหวานแทนข้าว ซึ่งมีปริมาณคลอเรสเตอรอลต่ำกว่า ทั้งยังมีฤทธิ์เป็นยาต่อต้านอาการอักเสบปวดบวมต่าง ๆ นอกจากนี้มันหวานยังอุดมไปด้วยโพแทสเซียม วิตามินซี ไฟเบอร์ และแคโรทีนอยด์ แถมแม้จะขึ้นชื่อว่ามันหวาน แต่มันก็ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเส้นเลือดพุ่งขึ้นอย่างมันฝรั่งทั่ว ๆ ไปเสียด้วย

เข้าสังคม

          ชาวโอกินาว่าจะตั้งกลุ่มเล็ก ๆ ราว 4-5 คน ของคนที่สนใจในเรื่องราวคล้าย ๆ กันมาสังสรรค์สมาคมกันอยู่เป็นประจำ การเข้าสังคมเช่นนี้เรียกว่า "โมะอาย" จากการศึกษาพบว่าผู้อาวุโสที่มีการพบปะสังสรรค์โมะอายกันอยู่เป็นประจำ มีค่าเฉลี่ยเสียชีวิตเป็นโรคหัวใจหรือโรคมะเร็งน้อยกว่าคนที่ชอบเก็บตัว หรือไม่ค่อยเข้าสังคมกับใคร ๆ

เคล็ดลับอายุยืนจากเมืองนิโกย่า ประเทศคอสตาริกา

          นักประชากรศาสตร์ชาวคอสตาริกากล่าวไว้ว่า เมื่อผู้ชายอายุได้ 60 ปี ผู้ชายจากเมืองนิโกย่า มีโอกาสอยู่ยืนยาวไปจนถึงอายุ 90 ปี มากกว่าผู้ชายจากประเทศที่พัฒนาแล้วถึง 2 เท่าเลยล่ะ และเคล็ดลับอายุยืนของชายชาวนิโกย่าก็คือ..

 หลีกเลี่ยงความเครียดที่จะทำให้โครโมโซมอายุสั้นลง

          ผู้เชี่ยวชาญได้นำตัวอย่างเลือดจากผู้อาวุโสที่มีอายุยืนกลุ่มหนึ่งจากเมืองนิโกย่ามาวิจัย และได้พบว่าพวกเขามีเอนไซม์ที่เรียกว่าเทโลเมียร์ ซึ่งอยู่ที่ส่วนปลายของโครโมโซม และเป็นตัวบ่งชี้ว่าเซลล์จะสามารถแบ่งตัวได้กี่ครั้งจึงจะสิ้นอายุขัย โดยการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าการมีเอนไซม์เทโลเมียร์ที่แข็งแรงดี มีความสัมพันธ์ถึงการมีอายุยืนด้วย ฉะนั้น หากอยากให้เอนไซม์เทโลเมียร์มาต่ออยู่ที่ส่วนท้ายของโครโมโซมนั้นแข็งแรงดี ก็ให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่จะทำร้ายมัน อันได้แก่ ความเครียด นั่นเอง

 ปล่อยวาง

          การปล่อยวางหรือการรู้สึกไม่เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ครอบครองสิ่งใด ๆ มากมายนัก เป็นการตัดปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียดได้ทางหนึ่ง จากผลจากศึกษาหนึ่งในปี 2010 ของอเมริกา พบว่า ผู้คนรู้สึกไม่พึงพอใจและเสียใจกับการกระทำในอดีตของตัวเอง กับการทุ่มลงทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นเจ้าของสิ่งของหรือประสบการณ์ต่าง ๆ

ปลูกพืชผักสวนครัว

          การปลูกพืชผักสวนครัว นอกจากจะเป็นการใช้เวลาในช่วงท้ายของชีวิตอย่างเป็นประโยชน์แล้ว ยังได้พืชผักสด ๆ มาปรุงอาหารใหม่ ๆ ได้ทุกมื้อ ต่างจากอาหารที่เตรียมไว้เพื่อรับประทานหลาย ๆ วันแบบไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ซึ่งจะสูญเสียวิตามินบีและซีลงไปเรื่อย ๆ นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ที่ปลูกพืชผักสวนครัวเองมีแนวโน้มที่จะได้ทาน ผักซึ่งเป็นประโยชน์กับร่างกายมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ทำสวนพืชผักสวนครัวด้วยตัวเองอีกด้วย (ก็แหงอยู่แล้วล่ะเนอะ)

เคล็ดลับอายุยืนจากเกาะอิคาเรีย ประเทศกรีซ

          เกาะเล็ก ๆ ของกรีซที่อยู่ในทะเลอีเจียน มีประชากรที่มีสุขภาพดี และอายุยืนยาวไม่แพ้ที่ไหน ๆ ในโลกเช่นกัน



กินปลา ช่วยต้านทานโรคซึมเศร้า

          โรคซึมเศร้า นับเป็นโรคที่บ่อนทำลายสุขภาพเป็นอย่างมาก แต่ก็เป็นโรคที่ชายชาวอิคาเรียนแทบไม่เป็นกันเลย ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งในปี 2010 ของกรีซพบว่า ชายชาวอิคาเรียนซึ่งกินปลาเฉลี่ย 300 กรัมต่อสัปดาห์ มีความต้านทานต่อการเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าคนทั่วไปถึง 66% อาหารของพวกเขามักประกอบด้วยปลาซาร์ดีน ปลาบรีม และปลาอื่น ๆ อันอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ทั้งยังมีกรด EPA และ DHA ด้วย ซึ่งสารทั้งหลายเหล่านี้ช่วยรักษาของสมดุลของสารเคมีในสมอง ทำให้มีอารมณ์ปลอดโปร่งดีนั่นเอง เอาล่ะ จากนี้ไปอย่าลืมเติมอาหารจานปลาทะเลลงในเมนูของคุณด้วยนะครับ

  งีบหลับพักผ่อน

          กว่า 80% ของชายชาวอิคาเรียน รวมทั้งชายชราอายุ 90 ปีขึ้นไป ต่างให้เวลาตัวเองในการงีบหลับพักผ่อนในยามบ่าย จากการสำรวจและศึกษาประชากรกรีกจำนวน 23,000 คน พบว่า การได้งีบหลับในยามบ่ายเป็นประจำทำให้ห่างไกลจากโรคหัวใจมากกว่าคนทั่ว ๆ ไปถึง 37% ส่วนเวลางีบหลับที่ดีที่สุดคือยามบ่ายหลังมื้ออาหารไปนิดหน่อยครับผม

เคล็ดลับอายุยืนจากเมืองลินดา แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ

          เมืองเล็ก ๆ จากรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ซึ่งมีประชากรชาวคริสตจักรเซเว่น เดย์ แอดเวนทิสต์ ซึ่งเป็นคริสตศาสนิกชน นิกายโปรเตสแตนท์ ผู้เคร่งครัดต่อศาสนา มีประชากรที่อายุยืนยาวและสุขภาพดีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ลองไปดูเคล็ดลับอายุยืนของเขากันเลย

เคร่งศาสนา

          จากผลการศึกษาในปี 2008 พบว่า ผู้ที่อุทิศตนเพื่อศาสนา อย่างน้อยก็ต้องไปเข้าโบสถ์เป็นประจำสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง มีอายุยืนยาวนานกว่าผู้ที่ไม่เคร่งศาสนาถึง 8 ปีครึ่ง ทั้งนี้ คาดว่าการได้ไปพบปะกับผู้คนที่หันหน้าเข้าหาศาสนาเหมือน ๆ กัน ได้เติมเต็มความสุขด้วยจิตใจที่ผุดผ่อง มีส่วนช่วยให้จิตใจแข็งแรง อายุยืนนานขึ้น ทั้งยังพบว่าการทำงานอย่างอาสาสมัครจะช่วยต้านทานอาการซึมเศร้าได้อีกด้วย

พักผ่อน เพื่อหนีห่างความเครียด

          กลุ่มคริสจักรแอดเวนทิสต์ จัดให้วันหนึ่งในสัปดาห์เป็นวันแห่งการพักผ่อนอยู่เสมอ คุณล่ะมีเวลาว่างให้ตัวเองได้ผ่อนคลายจากความเครียดและภาระทั้งหลายบ้างหรือไม่ อาจไม่จำเป็นต้องพักผ่อนทั้งเต็มวัน แต่แบ่งเวลาในช่วงต่าง ๆ ของวันให้ได้รีแลกซ์ผ่อนคลายเสียบ้าง อย่างการออกมาเดินเล่นที่สวนสาธารณะ ก็จะทำให้จิตใจปลอดโปร่งขึ้น ช่วยให้สุขภาพจิตดี อายุยืนได้อีกทาง

          เพราะเคล็ดลับเหล่านี้นี่เอง ทำให้ผู้คนที่มีอายุยืนกระจุกตัวกันอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ในโลก และแต่ละพื้นที่ก็ดูเหมือนจะมีเคล็ดลับเฉพาะตัวต่าง ๆ กันไป ส่วนคุณเองแม้จะไม่ได้ไปอยู่ในพื้นที่แหล่งรวมตัวของผู้ที่มีอายุยืนนับร้อยปีกับเขา แต่ก็ถ้าลองทำตามเคล็ดลับที่นำมาฝากกันวันนี้ ก็รับรองว่ายังไงก็ต้องสุขภาพดีขึ้น อายุยืนยาวขึ้นกว่าเดิมได้บ้างแน่นอนล่ะครับ ^^

ที่มา :  http://men.kapook.com/view40317.html

8 ประการของการดูแลสุขภาพ




 หลัก ๘ ประการของการดูแลรักษาสุขภาพ

    ๑. รับประทานอาหาร  อย่างถูกต้องเหมาะสม
           อาหารเช้า
                   สำคัญมากเพราะช่วงเช้าร่างกายขาดน้ำตาล ถ้าไม่รับประทานอาหารเช้าจะเกิดภาวะขาดน้ำตาลซึ่งจะมี
    ผลทำให้ความคิดตื้อตันไม่ปลอดโปร่ง วิตกกังวล ใจสั่น อ่อนเพลีย หงุดหงิด โมโหง่าย มื้อเช้ารับประทานได้เช้า
    ที่สุดยิ่งดี (ระหว่างเวลา ๖.๐๐ – ๗.๐๐ น.) เพราะท้องว่างมานาน หากยังไม่มีอาหารให้ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำข้าวอุ่น ๆ
    ก่อน ควรทานข้าวต้มร้อน ๆ จะช่วยให้ง่ายต่อการขับถ่ายอุจจาระ ถ้าจำเป็นต้องรับประทาน(สาย) ใกล้อาหารมื้อ
    กลางวัน อย่ารับประทานมาก
          อาหารเพล (อาหารมื้อกลางวัน)
                   ควรเป็นอาหารหนัก เช่น ข้าวสวย พร้อมกับข้าวครบ ๕ หมู่ เพราะร่างกายต้องใช้พลังงานมาก และควร
    รับประทานให้เพียงพอแก่ความต้องการของร่างกาย

    ๒. ขับถ่าย อุจจาระ ปัสสาวะ สม่ำเสมอทุกวัน
    ๓. ใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสม กับฤดูกาล เช่น หน้าหนาวก็ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ สวมหมวก ถุงมือ ถุงเท้า
         ขณะนอนตอนกลางคืนควรห่มผ้าปิดถึงอก
    ๔. ออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายกลางแจ้งทุกวัน
    ๕. รักษาความสะอาดของสถานที่พักอาศัย เพื่อช่วยให้สิ่งแวดล้อมดี อากาศดี
    ๖. รักษาอารมณ์ให้ปลอดโปร่ง แจ่มใสตลอดทั้งวัน และอย่าลืมนั่งสมาธิทุกวัน
    ๗. พักผ่อนให้เพียงพอ เหมาะสมกับเพศ และวัยไม่ควรนอนดึกเกิน ๒๒.๐๐ น. ติดต่อกันหลายวัน
    ๘. มีท่าทาง และอิริยาบถที่ถูกต้องเหมาะสม ในการทำงานในชีวิตประจำวัน

Wednesday, June 12, 2013

ความรู้เรื่องอาหารและสุขภาพ 20 ชนิด อาหารล้างพิษ



20 ชนิด อาหารล้างพิษ

ปัจจุบันนี้อาหารการกิน หาซื้อหาได้ง่าย แต่คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า สิ่งที่ทานไปแต่ละมื้อ แอบทำให้ร่างกายเราบั่นทอน แทนที่จะได้คุณประโยชน์ ฉะนั้นต้องหันมาดูแลกันให้มากขึ้น วันนี้จึงมีอาหารล้างพิษ 20 ชนิด มาแนะนำกัน

กล้วย
มีคุณสมบัติในการบำรุงและสร้างความแข็งแรงแก่กระเพาะอาหาร ในขณะเดียวกันก็ให้เกลือแร่ทีจำเป็นแก่ร่างกาย เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมช่วยควบคุมระดับของเหลวในร่างกาย โดยช่วยขับของเหลวหรือสารพิษส่วนเกิน ออกจากร่างกายได้ดีขึ้น การกินกล้วยเป็นประจำยังช่วยป้องกันท้องผูก ทำให้ระบบ ขับถ่ายเป็นปกติอีกด้วย

อัลมอนด์
เป็นถั่วที่มีใยอาหารสูงมีแคลเซียมและโปรตีนที่ดีต่อร่างกาย แม้จะมีไขมันแต่ก็เป็นไขมันที่ดีและจำเป็นต่อร่างกาย ในระหว่างที่เราทำการล้างพิษจึงควรกินอัลมอนด์ นอกจากนี้อัลมอนด์ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงก็จะเกิดอาการไฮเปอร์ไกลซีเมีย (Hyperglycemia) ทำให้รู้สึกหิวน้ำมากกว่าปกติ หายใจไม่ออก ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และหากน้ำตาลในเลือดต่ำที่เรียกว่าไฮโปไกลซีเมีย (Hypoglycemia) จะทำให้เกิดอาการหน้ามืดเป็นลม ใจสั่น ไม่มีแรงคิดอะไรไม่ออก

แอปเปิ้ล
ประกอบไปด้วยเพกตินสูง เพกตินเป็นไฟเบอร์ชนิดหนึ่งที่ช่วยจับคอเลสเตอรอล และโลหะหนักในร่างกายที่ปะปนมากับอาหาร เช่น ปรอท ตะกั่ว ซึ่งทำลายเซลล์สมอง นี่คือเหตุผลที่เราควรจะกินแอปเปิ้ล เพื่อล้างสารพิษออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังมีคุณประโยชน์ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส จากการศึกษาทดลองยังพบว่า แอปเปิ้ลช่วยขับสารเคมีที่ปนเปื้อนในอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดอาการแพ้ในเด็ก และทำให้เกิดไมเกรนในผู้ใหญ่ได้

ตำลึง
ผักใบเขียวที่ขึ้นข้างรั้วหาง่าย และราคาไม่แพงนี้ ในสมัยก่อนเรามักนำมาทำแกงจืดตำลึงโดยใสเนื้อสัตว์น้อย ๆ แต่ปัจจุบันดูเหมือนว่า แกงจืดตำลึงจะมีตำลึงอยู่ไม่กี่ใบและมีหมูสับเต็มไปหมด ซึ่งตำลึงมีคุณสมบัติช่วยผลิตน้ำดี ที่จะทำให้ลำไส้ขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดีขึ้น นอกจากนี้สารที่มีอยู่ในตำลึงยังช่วยให้ตับสลายไขมันในร่างกายด้วย

อะโวคาโด
อาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ปัจจุบันเราก็สามารถหาซื้ออะโวคาโดได้จากตลาดทั่วไป ในอะโวคาโดมีสารกลูตาไทโอน (Glutathione) ที่สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลและป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ทั้งช่วยจับสารพิษที่เป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งกว่า 30 ชนิด และขณะเดียวกันก็ช่วยให้ตับกำจัดของเสียจำพวกสารเคมี และโลหะหนัก ซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) พบว่าผู้สูงอายุซึ่งกินอาหารที่มีสารกลูตาไทโอนสูงจะ มีสุขภาพดีกว่าคนที่ไม่ ได้กินและมีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์

บีทรูท
ผักสีแดงที่นิยมใส่ในสลัดนี้ นับเป็นผักมหัศจรรย์ซึ่งประกอบไปด้วยไพโรเคมีคอล (Phytochemical) วิตามินและเกลือแร่หลายชนิด ซึ่งทำให้บีทรูทมีคุณสมบัติต่อต้านชื้อโรค ทำความสะอาดเลือด ทำความสะอาดตับและระบบน้ำเหลือง อีกทั้งมีคุณสมบัติพิเศษ ที่ส่งเสริมให้ร่างกายรับออกซิเจนได้มากขึ้น จึงช่วยกำจัดของเสียได้ง่ายและเร็ว ขึ้นซึ่งจากกการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ พบว่าบีทรูทช่วยปรับระดับกรดและด่างในเลือดให้สมดุลด้ว

กะหล่ำ
เต็มไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งและอนุมูลอิสระ (Antioxidant) และช่วยตับขับฮอร์โมนที่มากเกินไป ซึ่งอาจเป็นฮอร์โมนความเครียดที่มีผลเสียต่อร่างกาย ทั้งยังช่วยทำความสะอาดระบบย่อยอาหาร รักษาและปกป้องกระเพาะอาหารจากแบคทีเรียและไวรัสต่าง ๆ พืชตระกูลกะหล่ำ ได้แก่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลีและกะหล่ำปม ผักเหล่านี้ช่วยทำความสะอาดร่างกาย และช่วยกำจัดของเสียจากสิ่งแวดล้อม เช่น ของเสียจากควันบุหรี่ควันจากท่อไอเสีย และช่วยให้ตับผลิตเอนไซม์ออกมาให้เพียงพอในการกำจัดของเสีย

บลูเบอร์รี่
เป็นผลไม้ที่มีค่าแอนติออกซิแดนต์สูงมากชนิดหนึ่ง และถือเป็นหนึ่งในสุดยอดอาหารรักษาโรค เนื่องจากในบลูเบอร์รี่มีสารแอสไพรินตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยลดการระคายเคือง สารที่มีในบลูเบอร์รี่สามารถเข้าไปขัดขวางแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ ส่งผลให้ลดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

กระเทียม
จากหลายการศึกษาให้ผลตรงกัน ถึงคุณสมบัติของกระเทียมในการทำความสะอาดร่างกาย นั่นคือ การกินกระเทียมเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียขับและฆ่าพยาธิในทางเดินอาหาร และฆ่าเชื้อไวรัส โดยเฉพาะทำความสะอาดเลือด และทำให้เส้นเลือดมีความยืดหยุ่นและลดแรงดันโลหิต นอกจากนี้ยังต่อต้านการเกิดมะเร็งและทำให้ระบบทางเดินหายใจดีขึ้น แต่ก็ควรระวังเรื่องการกินกระเทียมมากเกินไป ซึ่งก่อให้เกิดลมหายใจที่มีกลิ่นกระเทียมไปด้วย

ส้มโอ หรือเกรปฟรุต
เป็นผลไม้รสชาติดีที่ได้รับความนิยมในอาหารมื้อเช้าของชาวตะวันตก สารเพกตินซึ่งเป็นไฟเบอร์ประเภทหนึ่งในเกรปฟรุต สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ก่อนที่จะจับตัวเป็นก้อนและขวางทางเดินในหลอดเลือด นอกจากนี้เพกตินยังสามารถช่วยป้องกัน ไม่ให้โลหะหนักเหล่านี้ทำอันตรายต่อร่างกาย ส่วนเกรปฟรุตช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งตับอ่อน สารต้านอนุมูลอิสระในเกรปฟรุต ช่วยปกป้องสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

มะเขือพวง
คนไทยนิยมใส่มะเขือพวงในอาหารประเภทผัดเผ็ด แกงป่า แกงกะทิและน้ำพริกสมัยก่อนแกงกะทิ เช่น แกงไก่ใส่มะเขือพวง ใส่ไก่น้อย เน้นการกินมะเขือเป็นหลัก แต่ปัจจุบันกลับตรงกันข้าม แกงไก่มักใส่ไก่มากกว่ามะเขือ และคนก็เลือกกินแต่ไก่ จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คนในปัจจุบันมีรูปร่างอ้วนกว่าคนสมัยก่อน มะเขือพวงเป็นผักที่เต็มไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งสามารถช่วยดูดซึมไขมันในอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยจับไขมันอิ่มตัว (ไขมันอันตราย) และขับออกจากร่างกายโดยระบบขับถ่าย ทั้งยังมีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยกำจัดของเสียออกจากระบบทางเดินอาหารได้เร็วขึ้น และลดการสะสมของเสีย

แครอท
เต็มไปด้วยสารอัลฟาและเบตาแคโรทีน (Alpha and Beta-carotene) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิตามินเอ และถือว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม ช่วยปกป้องร่างกายจากสารพิษในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะช่วยระบบทางเดินประสาทสายตา ผิวหนังที่ต้องสัมผัสแสงแดเป็นประจำ และจากการวิจัยพบว่า สารในแครอทช่วยลดการเกิดมะเร็ง และช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจและหัวใจแข็งแรงขึ้น

ขึ้นฉ่าย
ถือได้ว่าเป็นสุดยอดอาหารในการทำความสะอาดเลือด และช่วยลดความดันโลหิต สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรกินขึ้นฉ่ายเป็นประจำ หรือถ้าจะให้ดีควรดื่มน้ำคั้นจากขึ้นฉ่ายสดในตอนเช้า เพื่อช่วยควบคุมระดับแรงดันเลือดให้คงที่ ในขึ้นฉ่าย ยังประกอบไปด้วยสารต้านการเกิดมะเร็ง และสารที่ช่วยขับของเสียจากบุหรี่ในคนที่สูบบุหรี่ หรือผู้ที่ได้รับควันบุหรี่ด้วย

พืชตระกูลถั่ว
เช่น ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วขาว จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่กินถั่วเป็นประจำมีระดับคอเลสเตอรอลน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้กิน และลดอัตราความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจด้วย พืชตระกูลถั่วนี้ประกอบด้วยไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลทำความสะอาดลำไส้ ลดการสะสมของสารพิษในลำไส้ และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ อีกทั้งช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย

ทับทิม
ตำราแพทย์แผนโบราณของชาวเอเชียกล่าวไว้ว่า การดื่มน้ำทับทิมสามารถรักษาอาการอักเสบและลดความปวดได้ เนื่องจากในทับทิมมีสารแอสไพริน ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกันกับแอสไพรินในยาแก้ปวด ช่วยล้างพิษ ลดการติดเชื้อของเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย และลดอาการอักเสบสำหรับผู้ที่มีอาการไขข้ออักเสบปวดบวม ช้ำ แนะนำให้กินทับทิม เพราะช่วยลดอาการปวดลงได้ ขณะเดียวกันยังมีไฟเบอร์สูงซึ่ง ช่วยให้ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้ดีขึ้น

กระเจี๊ยบ
น้ำกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติช่วยทำความสะอาดแบคทีเรีย และไวรัสออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมักก่อให้เกิดการติดเชื้อทำให้มีอาการปัสสาวะไม่ออก หรือมีเลือดปน หรือมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ซึ่งสารในกระเจี๊ยบสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสเหล่านั้นได้

เมล็ดแฟลกซ์
ประกอบไปด้วยกรดไขมันที่จำเป็นอย่างโอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสมองช่วยบำรุงความจำ และมีผลดีต่อหัวใจเพราะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ยังมีสารอื่นที่ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรงขึ้น

มะนาว
เป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามินซีสูง น้ำมะนาวสดเมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแล้ว ดื่มตอนเช้าหลังตื่นนอน จะช่วยล้างพิษและทำให้เลือดสะอาดขึ้น แต่ถ้านำน้ำมะนาวสดผสมกับโยเกิร์ตและน้ำผึ้ง ก็จะเป็นอาหารที่ช่วยล้างพิษในลำไส้ และป้องกันอาการท้องผูกได้อีกด้วย

หัวหอม
ประกอบไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งหลายชนิด และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงช่วยทำความสะอาดเลือด ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล LD ซึ่งไม่ดี เพราะเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคหัวใจ นอกจากนี้ ยังช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น ช่วยรักษาโรคหอบโรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และที่สำคัญคือช่วยรักษาโรคเบาหวานโดยช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่


สาหร่าย
เป็นพืชสีเขียวในทะเลที่หลายคนมองข้ามคุณประโยชน์ แต่จากการศึกษาของ Mcgill University ที่ Montreal แสดงผลว่า สาหร่ายสามารถจับของเสียจากรังสีที่สะสมในร่างกาย ในปัจจุบันเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงรังสีต่าง ๆ จากคลื่นวิทยุ คลื่นโทรศัพท์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นไมโครเวฟทั้งหลายได้ ซึ่งพลังงานความร้อนเหล่านี้เป็นอันตรายต่อร่างกาย ก่อให้เกิดมะเร็งได้ ซึ่งสาหร่ายจะช่วยดูดซึมคลื่นรังสีเหล่านั้น และสามารถจับกับพวกโลหะหนักได้ด้วย นอกจากนี้ ยังเต็มไปด้วยโปรตีนและเกลือแร่ในปริมาณมาก

http://www.krotron.com/healthy/healthy_tip.php?healthy_tip=22

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More