www.facebook.com/kuunepage

..... คูเน่ คู่ครัว คู่มื้อสุขภาพ คู่คุณ

คูเน่ นวัตกรรมเครื่องปรุงครบรส จากธรรมชาติเพื่อสุขภาพ

.

Search This Blog

Translate

คุ้มค่าด้วยคุณค่า เติมสุขเสริมสุขภาพ ใช้ปรุงอาหาร หรือชงดื่มเพื่อสุขภาพ หอมชงปานะ

นวัตกรรมเครื่องปรุงครบรสเพื่อสุขภาพ ผลงานวิจัยดีเด่น ม.เกษตรฯ ผลิตจากหอมหัวใหญ่ เข้มข้น 3 เท่า ช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อโรคอ้วน ความดัน เบาหวาน หัวใจ สารก่อมะเร็ง ช่วยชะลอความชรา
อีกทั้งช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ (อนุภาคหอมหัวใหญ่จะเกาะตัวกันตามธรรมชาติ โดยปราศจากสารเคมีป้องกันการเกาะตัว)

Thursday, May 9, 2013

กรมอนามัยพร้อมรับไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มขั้นในอีก 8 ปีข้างหน้า



สธ. - กรมอนามัย เผยผู้สูงอายุไทยมีมากที่สุดในอาเซียน และปี 2564 จะเข้าสังคมผู้สูงอายุเต็มขั้น เตรียมพร้อมระดมบุคลากรด้านสาธารณสุข และภาคีเครือข่าย รับมือและจัดทำแผนส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในการสัมมนาวิชาการงานส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุระดับชาติ “ผู้สูงวัยมุ่งสู่...อำเภอสุขภาพดี 80 ปียังแจ๋ว”

นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาวิชาการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุระดับชาติ ครั้งที่ 1/2556 เรื่อง “ผู้สูงวัยมุ่งสู่...อำเภอสุขภาพดี 80 ปียังแจ๋ว” ณ ร.ร.เอเชียแอร์พอร์ต จ.ปทุมธานี ว่า ปัจจุบันประชากรผู้สูงอายุของโลกมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นและขณะนี้โลกก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากประชากรผู้สูงที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เกินร้อยละ 7 ขณะที่จากข้อมูลของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2555 พบว่าโลกมีประชากรจำนวน 7,058 ล้านคน มีผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป จำนวน 565 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 8 ขณะที่ผู้สูงอายุของประเทศไทยมีอายุ 65 ปีขึ้นไป มีมากถึงร้อยละ 12.59 ซึ่งถือว่ามากที่สุดในประเทศอาเซียน นอกจากนี้ยังพบว่าความก้าวหน้าด้านการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทย ทำให้อัตราการเกิดน้อยลง ประชากรมีอายุยืนยาวมากขึ้น คาดว่าอีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด คือ มีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 20 ขึ้นไป หรืออาจกล่าวได้ว่าในปี 2564 ประเทศไทยจะกลายเป็น “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ : Age Society และจากนั้นอีกเพียง 10 ปี ประเทศไทยจะกลายเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด”

นพ.เจษฎา กล่าวด้วยว่า จากรายงานการประเมินแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2545-2565 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 พ.ศ.2552 ระยะที่ 2 พ.ศ.2550-2554 โดยวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) พบว่าประชากรมีการเตรียมความพร้อม เพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพเพียงร้อยละ 34.2 จากเป้าหมายร้อยละ 50 ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์เพียงร้อยละ 18.7 จากเป้าหมายร้อยละ 30 เป็นสมาชิกชมรมและร่วมกิจกรรมชมรมผู้สูงอายุเพียงร้อยละ 23.7 จากเป้าหมายร้อยละ 25 ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะทุพพลภาพได้รับการเยี่ยมบ้านร้อยละ 29.9 จากเป้าหมายร้อยละ 80 ผู้สูงอายุได้รับการตรวจคัดกรองสุขภาพประจำปีเพียงร้อยละ 56.7 จากเป้าหมายร้อยละ 50 ซึ่งยังไม่ผ่านการประเมินตามแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ

“ปัญหาและสถานการณ์ของผู้สูงอายุที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคมโดยรวม กรมอนามัย จึงต้องเร่งส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มผู้สูงอายุสุขภาพดี โดยการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคให้ผู้สูงอายมีสุขภาพแข็งแรง ชะลอการเกิดโรคเรื้อรัง กลุ่มที่ 2 ผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยให้สามารถรักษาตนเอง และบรรเทาอาการเจ็บป่วยให้ดีขึ้นได้จากการพิการหรือทุพพลภาพ”นพ.เจษฎา กล่าว.- สำนักข่าวไทย

ที่มา :  http://www.mcot.net/site/content?id=50f52eed150ba0cc5a000048#.UYtW4LWl66M

Monday, May 6, 2013

โรคเก๊าท์ กับอาหารที่ควรควบคุม


***โรคเก๊าท์ กับอาหารที่ควรควบคุม***



โรคเก๊าท์ เกิดจากความผิดปรกติของกรดยูริค (Uric acid) คือกรดชนิดหนึ่งในร่างกาย เกิดจากการเผาผลาญของสารพิวรีน ถ้ามีมาก เกินไปจะเก็บสะสมตามข้อต่างๆ จนอาจจะเป็นโรคเก๊าท์ได้ ชาย ไม่ควรมีกรดยูริคในเลือดมากกว่า 8 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรหญิง ไม่ควรมีกรดยูริคในเลือดมากกว่า 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร 

**อาหารที่มีสารพิวรีนน้อย ( 0-50 มก.ต่ออาหาร 100 ก.)
1.นมและผลิตภัณฑ์จากนม
2.ไข่
3.ธัญญพืชต่าง ๆ
4.ผักต่าง ๆ
5.ผลไม้ต่าง ๆ
6.น้ำตาล
7.ผลไม้เปลือกแข็ง(ทุกชนิด)
8.ไขมัน

**อาหารที่มีสารพิวรีนปานกลาง (50-150 มก.ต่ออาหาร 100 ก.)
1.เนื้อหมู
2.เนื้อวัว
3.ปลากระพงแดง
4.ปลาหมึก
5.ปู
6.ถั่วลิสง
7.ใบขี้เหล็ก
8.สะตอ
9.ข้าวโอ๊ต
10.ผักโขม
11.เมล็ดถั่วลันเตา
12.หน่อไม้

**อาหารที่มีพิวรีนสูง (150 มก.ขึ้นไป) >>อาหารที่ควรงด

1.หัวใจไก่
2.ไข่ปลา
3.ตับไก่
4.มันสมองวัว
5.กึ๋นไก่
6.หอย
7.เซ่งจี้(หมู)
8.ห่าน
9.ตับหมู
10.น้ำต้มกระดูก
11.ปลาดุก
12.ยีสต์
13.เนื้อไก่,เป็ด
14.ซุปก้อน
15.กุ้งชีแฮ้
16.น้ำซุปต่าง ๆ
17.น้ำสกัดเนื้อ
18.ปลาไส้ตัน
19.ถั่วดำ
20.ปลาขนาดเล็ก
21.ถั่วแดง
22.เห็ด
23.ถั่วเขียว
24.กระถิน
25.ถั่วเหลือง
26.ตับอ่อน
27.ชะอม
28.ปลาอินทรีย์
29.กะปิ
30.ปลาซาดีนกระป๋อง

*การดูแลตนเองสำหรับผู้มีกรดยูริคสูง*

-ให้รับประทานอาหาร ให้ครบ 5 หมู่ โดยงดอาหารที่มีพิวรีนสูงดังกล่าวข้างต้นและอาหารหมักที่ใช้ยีสต์เป็นตัวเร่งหรือส่วนประกอบ เช่น เต้าเจี้ยว

-ผัก รับประทานผักส่วนที่โตเต็มวัย ไม่รับประทานส่วนยอดผัก และหลีกเลี่ยงหน่อไม้ หน่อไม้ฝรั่ง ดอกกะหล่ำ สะตอ กระถิน ชะอม ผักขม

-รับประทานเต้าหู้เป็นประจำ เพราะเต้าหู้จะช่วยขับยูริคได้

-ไม่รับประทานอาหารมันมาก เช่น อาหารที่ทอดอมน้ำมันมาก เนื้อสัตว์ติดมัน เพราะไขมันทำให้ร่างกายขับยูริคได้น้อยลง

-ดื่มน้ำสะอาด มากๆ วันละ 3 ลิตร เพื่อช่วยการขับถ่ายยูริคออกมาทางปัสสาวะ

-งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เด็ดขาด เช่น เหล้า เบียร์ เพราะแอลกอฮอล์ทำให้ยูริคสูงขึ้น

-ส่วนยอดของผักต่าง ๆ เ่ช่น ยอดคะน้า ยอดผักหวาน ยอดผักบุ้งจีน ก็เป็นอาหาร ที่ควรละเว้น

-ผลของพืชไม่ได้ห้าม แต่เมล็ดพืชควรงด รวมทั้งงาด้วย ให้สังเกตว่าอะไรที่สามารถงอกได้จะ มีการสะสมสารพิวรีนแม้จะทำให้สุกแล้วก็ตาม และเมล็ดพืชทุกชนิดที่งอกได้จะมียูริกค่อนข้างมาก ควรงดโดยเฉพาะขณะมีอาการ

-ถั่วเมล็ดแห้งทั้งหลายมีสารยูริกสูงปานกลาง หากกินไม่มาก ก็ไม่เป็นไร แต่ในที่นี้คุณดื่มนมถั่วเหลืองชนิดเข้มข้นวันละ 1 ลิตร หรือมากกว่านับว่าปริมาณมากเกิน ทำให้ได้รับพิวรีนมาก ประกอบกับโปรตีนก็สูง ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นการสร้างกรดยูริกภายในร่างกายได้ ควรลดปริมาณการดื่มนมถั่วเหลืองลงให้เหลือวันละ 2 แก้ว ถ้าอาการ ยังไม่ดีขึ้นอาจต้องงดสักระยะหนึ่งก่อน ให้เวลาร่างกายขับยูริกออกก่อน ปกติเมื่อปรึกษาแพทย์ๆ จะให้ยาขับยูริก และอาการจะดีขึ้นใน 3-4 วัน

ที่มา : guru.google.co.th/by สาระแห่งสุขภาพ


อ้างอิง  มีผู้ป่วยโรคเก๊าท์ โทรมาขอบคุณที่ทำให้เขามีเรี่ยวมีแรงขึ้น แต่ยังไม่ดีเท่าที่กินอาหารได้อร่อยขึ้นจากเดิมไม่มีรสชาติใดเลยมานานแล้ว กินอะไรก็มีผลข้างเคียงให้ให้เท้าบวม ปวดข้ออย่างทรมานมากๆ
สุดท้ายทางโรงพยาบาลให้ลองใช้ Kuu Ne คูเน่ นวัตกรรมผงปรุงครบรสหอมหัวใหญ่ จากธรรมชาติเพื่อสุขภาพ โซเดียมต่ำ ทำให้ชีวิตเขามีความสุขมากขึ้น ... ยินดีด้วยกับชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีความสุข


โรคใหม่ๆเกิดขึ้นมากพอๆกับความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ หวนคืนสู่ธรรมชาติเฉกเช่น สูงสุดคืนสู่สามัญ คิดเสียว่าไม่มีอะไรจีรัง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ วางจิตที่ตรงกลาง สงบที่สุด การบอกให้รู้ คิดดี ทำดี มีความสุข ก็เป็นหนึ่งใน ... ธรรมทาน  

www.ptpfoods.com, www.facebook.com/kuunepage

กับดักสุขภาพ 3 ประการ มากไปก็ไม่ดี! น้อยไปก็ไม่ดี!


กับดักสุขภาพ 3 ประการ มากไปก็ไม่ดี! น้อยไปก็ไม่ดี!

   

สวัสดีค่ะผู้ที่รักสุขภาพทุกๆท่านหลายคนคงเคยได้ยินมาบ้างแล้วเกี่ยวกับวิธีการดูแลสุขภาพ-เช่น-การดื่มน้ำควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ-8-แก้ว บางคนกลัวคอเลสเตอรอลจนไม่กล้ากินไข่แต่หันไปดื่มนมแทน การนอนดึกตืนสาย และอีกหลายๆความเชื่อ แท้จริงแล้วความเชื่อเหล่านี้ล้วนเป็น ” กับดักสุขภาพ “
นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ผู้อำนวยการศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระแสการตื่นตัวเรื่องสุขภาพของคนไทยมีมากขึ้นแต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่เกิดความเข้าใจผิดในเรื่องของการดูแลสุขภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีเชื่อที่ผิดๆเกี่ยวกับการปฏิบัติตนซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นการหลงเข้าไปใน ” กับดักสุขภาพ “โดยที่เรารู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ได้
  • กับดักสุขภาพประการที่ 1
คือ การดื่มน้ำ ซึ่งเชื่อว่ามีคนจำนวนมากยังเข้าใจไม่ถูกต้องก็คือการดื่มน้ำยิ่งมาก ยิ่งดี คนจำนวนไม่น้อยเชื่อกันว่า ให้ดื่มน้ำมากๆ ยิ่งมากยิ่งดี หลายคนถึงกับดื่มน้ำวันละ 3-4 ลิตร บางคนก็ร่ำลือกันว่า หมอจีนสอนให้ตื่นนอนตอนเช้าดื่มน้ำทันที 4 แก้ว เพราะช่วยให้ขับถ่ายดี ก็เลยคิดต่อไปว่า ถ้าดื่มน้ำ 4 แก้วตอนเช้ามีประโยชน์ขนาดนั้น ตลอดทั้งวันก็ควรดื่มให้มากที่สุด จนเรียกได้ว่า ” แค่นดื่ม ” กันเลยทีเดียว
นพ.บรรจบ อธิบายว่าคนที่ดื่มน้ำมากเช่นนี้ นานเข้าจะเกิดอาการขึ้นอย่างหนึ่ง คือ เกิดอาการปัสสาวะมาก ปัสสาวะใส มือเท้าเย็น หนาวง่าย นานเข้าจะเกิดภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง ขาอ่อนแรง และหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เหตุผลก็คือ ไตมิใช่เพียงท่อกลวงๆ ที่ปล่อยให้น้ำผ่านไปเฉยๆ แต่ไตมีหน้าที่เก็บรับเอาสิ่งที่ยังเป็นประโยชน์กับร่างกาย ที่ปัสสาวะชะผ่านไป ให้เก็บกลับเข้าสู่ร่างกาย ได้แก่ เกลือแร่ชนิดต่างๆ ไตยังทำหน้าที่ปรับความเข้มข้นของปัสสาวะให้พอเหมาะ ด้วยเหตุนี้การปล่อยน้ำผ่านไตมากๆ ไตจึงต้องทำงานหนัก เสียพลังในการทำงานเยอะ นานเข้าก็เกิดอาการอย่างที่หมอจีนเรียกว่า พร่องพลังไต

 เปรียบเทียบง่ายๆ ว่า เหมือนภูเขาลูกหนึ่ง ที่ปล่อยให้ฝนตกกระหน่ำเอาๆ ฝนย่อมชะเอาฮิวมัสหรือปุ๋ยธรรมชาติที่อยู่บนผิวดินออกไปกับน้ำเสียหมด นานๆ เข้า เขาลูกนั้นก็กลายเป็นเขาหัวโล้น “

แท้ที่จริงวิชาสุขศึกษาบอกว่าดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว แต่ตามปกติเรามีน้ำในมื้ออาหารอยู่แล้ว ถ้าจะหักลบน้ำที่ดื่มในมื้ออาหารออก คนเราก็ควรดื่มน้ำไม่เกินวันละ 4 แก้ว สำหรับคนที่พร่องพลังไตอยู่แล้ว ก็ควรดื่มน้ำไม่เกินวันละ 3 แก้ว จึงจะแก้สถานการณ์ได้
ส่วนการที่หมอจีนบอกว่าให้ดื่มน้ำ 4 แก้วตอนเช้านั้น แท้ที่จริงเพื่อช่วยให้ขับถ่าย เพราะเถ้าแก่ทั้งหลายกินแต่ข้าวขาว กินหมูกินไก่ ผักไม่ค่อยกิน เพราะถือว่าผักเป็นอาหารของคนจน หมอจีนจึงใช้วิธีนี้สอนคนท้องผูก แต่ถ้าเรากินข้าวกล้อง ผักผลไม้มากพอ ก็ไม่จำเป็นต้องแค่นดื่มน้ำเช่นนั้น
  • กับดักสุขภาพประการที่ 2
คือ การนอนดึก ตื่นสาย คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า การนอนแม้จะจำเป็น แต่ดึกๆ มักมีเรื่องน่าดูในจอโทรทัศน์ หรือไม่ก็บนจอคอมพิวเตอร์ เลยตากสายตาดูโทรทัศน์ดึกๆ กะว่าตื่นเอาสายๆ ก็ทดแทนจำนวนชั่วโมงการนอนได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงวัยรุ่นที่ต้องรีบไปเรียนหนังสือแต่เช้า หรือวัยทำงานที่ต้องแข่งขันเบียดแทรกตัวเองไปทำงานแต่เช้ามืด
ด้วยเหตุนี้ คนนอนดึก ตื่นเช้ามืด จำนวนชั่วโมงการนอนก็ไม่พออยู่แล้ว สุขภาพย่อมเสียสุดๆ ส่วนคนนอนดึกตื่นสาย ก็ใช่ว่าสุขภาพจะดี นานเข้าสุขภาพก็เสื่อมสุดๆ อีกเหมือนกันเหตุผลเพราะ แท้ที่จริงสัตว์ต่างๆ ล้วนมีโครงสร้างของสรีระร่างกายที่กำหนดว่า สัตว์นั้นเป็นสัตว์กลางวัน หรือสัตว์กลางคืน อย่างค้างคาว นกฮูก แมวเหมียว ต้องถือเป็นสัตว์กลางคืน เพราะมีเรดาร์ มีตาโต เอาไว้ใช้งานตอนกลางคืน แต่คนเราต้องสังกัดเป็นสัตว์กลางวัน
การตากแสงไฟดึกๆ จึงเป็นการรบกวนต่อมไพเนียล ซึ่งเป็นนายเหนือต่อมฮอร์โมนทั่วร่างกาย มันส่งคำสั่งไปยังต่อมใต้สมอง ไปไทรอยด์ ต่อมหมวกไต รังไข่ และอัณฑะ ถ้าต่อมไพเนียลทำงานผิดเพี้ยน ฮอร์โมนทั่วร่างกายก็ผิดเพี้ยนไปด้วย งานวิจัยชิ้นหนึ่งของหมอลลิตา สมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ซึ่งอาจารย์ร็อกกี้เฟลเลอร์จูงใจให้ทำ ทดลองให้ส่องไฟให้หนูทดลองตลอดคืน ทำอยู่เช่นนั้นหลายๆ วัน ปรากฏว่าหนูทดลองถึงกับแท้งลูก นี่แสดงถึงความสำคัญของต่อมไพเนียลซึ่งถึงกับสร้างความแปรปรวนของระบบฮอร์โมนในร่างกาย เพียงเพราะว่าแสงไฟที่สาดส่องให้อย่างไม่เป็นเวลา
นพ.บรรจบ บอกต่อว่า งานวิจัยอีกชิ้นในสหรัฐฯทดลองในพยาบาลเวรดึก กลุ่มหนึ่งให้ออกเวรแล้วเดินผ่านอุโมงค์มืดๆ ไปเข้านอน อีกกลุ่มให้เดินผ่านแสงตะวันยามเช้า ไปเข้านอน เมื่อเจาะเลือดเปรียบเทียบระดับฮอร์โมนของร่างกาย พบว่าพยาบาลกลุ่มหลังฮอร์โมนแปรปรวนไปหมด ขณะที่กลุ่มแรกฮอร์โมนยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ นี่ก็อิทธิพลของแสงตะวันที่เจ้าตัวรับเข้าไปผิดเวลา
  • กับดักสุขภาพประการที่ 3
คือ กลัวคอเลสเตอรอล จนไม่กล้ากินไข่ แต่หันไปดื่มนมแทน ซึ่งนิตยสาร Time ในอเมริกาตีพิมพ์ตั้งแต่เดือนกันยายน 1999 บอกว่า ” Cholesterol-Good News ” ยืนยันว่า คอเลสเตอรอลในเลือดของคนเรา สร้างจากภายในตัวเราเองถึง 90% มีเพียง 10% ที่เป็นผลกระทบจากคอเลสเตอรอลในอาหาร และวัตถุดิบที่สร้างคอเลสเตอรอลคือกรดไขมันอิ่มตัว ดังนั้น ไข่ซึ่งเป็นแหล่งของคอเลสเตอรอลจึงได้รับการถอดออกจาก Black list ทางโภชนาการที่อเมริกา แต่ตรงกันข้าม แหล่งของกรดไขมันอิ่มตัวหลายอย่างได้รับการบรรจุให้กลายเป็นตัวที่ถูกเพ่งเล็งทางสุขภาพ ตัวสำคัญได้แก่ นม เนย ชีสต์
นพ.บรรจบ บอกต่อว่า ประเทศไทยซึ่งถูกประโคมให้กลัวไข่กันมามากกว่า 10 ปี จนปัจจุบันคนไทยกินไข่เพียง 130 ฟอง/คน/ปี แต่คนไทยดื่มนมกันไม่อั้น เพราะถูกประโคมข่าวว่ายิ่งดื่มนมยิ่งสุขภาพดี ผลปรากฏว่าคนไทยมีโรคไขมันเลือดสูงมากขึ้นๆ ทุกปี รวมทั้งโรคอ้วนทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ไทยมีโรคไขมันเลือดสูง 50% ของประชากรในเมือง แม้แต่เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ปี พูดง่ายๆ ว่าอยู่ในวัยอนุบาลก็มีไขมันเลือดสูง 25% ของประชากร มาดูอย่างประเทศจีนบ้าง จีนกินไข่มากกว่าเรา คือ 330 ฟอง/คน/ปี กินไข่มากกว่าเรา 3 เท่า แต่คนจีนมีโรคไขมันเลือดสูงต่ำกว่าคนไทย การดื่มนมจึงเป็นกับดักสุขภาพที่ต้องละเลี่ยง
ปัจจุบันทั่วโลกในประเทศที่มีการศึกษาสูง กำลังหันมาส่งเสริมการบริโภคไข่ ลดละการดื่มนม ที่เบลเยียมมีประดิษฐ์กรรมใหม่ เขาสร้างไข่ชนิดใหม่ เรียกว่า ไข่โคลัมบัส ซึ่งเป็นไข่ที่นอกจากกินแล้วคอเลสเตอรอลไม่สูง แต่ไข่โคลัมบัสใช้กระบวนการเลี้ยงไก่ด้วยอาหารพื้นบ้าน ซึ่งเขาถือว่าอาหารพื้นบ้านจะมีสัดส่วนของโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ที่ถูกต้องโดยธรรมชาติ เมื่อมาเลี้ยงไก่ด้วยวิธีนี้ จะทำให้ไขมันจำเป็นในร่างกายถูกต้องไปด้วย เป็นผลให้กินไข่โคลัมบัสควบคุมคอเลสเตอรอลในเลือดได้อีกต่างหาก

” ผมเชื่อว่ายังมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ยังเข้าใจผิดและยังถ่ายทอดความรู้ที่ผิดๆนี้ออกไปสู่คนรอบข้างซึ่งหากเราเป็นคนที่ต้องการุรักษาสุขภาพจริงๆควรจะปฏิบัติตนอย่างพอเหมาะพอควรจะดีกว่า “

แหล่งที่มา: ผู้จัดการรายสัปดาห์  http://www.bkkparttime.com

รายงานสุขภาพคนไทย 2555 ความมั่นคงทางอาหาร " เงินทองของมายา ข้าวปลาสิของจริง "


picture
รายงานสุขภาพคนไทย 2555 
ความมั่นคงทางอาหาร " เงินทองของมายา ข้าวปลาสิของจริง "

11 ตัวชี้วัดประชากรไทยกับสุขภาพ 
10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ


คณะผู้จัดทำรายงานสุขภาพคนไทย ได้จัดทำรายงานเพื่อเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการต่อสาธารณะในประเด็นทางสังคมที่เชื่อมโยงกับสุขภาพในมิติทางร่างกาย จิตใจ สัมคม ปัญญา และวัฒนธรรม ติดต่อกันมาเป็นปีที่ 9 โดยสุขภาพคนไทย 2555 เล่มนี้ ได้นำเสนอหัวข้อพิเศษประจำฉบับเรื่อง “ความมั่นคงทางอาหาร” ท่ามกลางกระแสความไม่ปลอดภัยในอาหารสารพิษตกค้าง ราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น และการขาดแคลนอาหาร ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น กลายเป็นปัญหที่ซึมลึกในสังคม และสั่งสมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาสังคมเกิดความวิตกกังวลและหันมาให้ความสำคัญต่อคุณภาพและความปลอดภัยในการดำรงชีวิต 

สาระสำคัญของบทความ “ความมั่นคงทางอาหาร” ได้ชี้ให้เห็นถึงระบบการผลิตอาหารที่มั่นคง เกื้อหนุน และรักษาสมดุลกับระบบนิเวศ สามารถเข้าถึงอาหารที่มีอยู่อย่างเพียงพอและพอเพียง สำหรับการบริโภคของประชาชนในประเทศมีคุณภาพของอาหาร ความปลอดภัย และคุณค่าทางโภชนาการตามวัย เพื่อการมีสุขภาวะที่ดี รวมทั้งการคงอยู่ของฐานทรัพยากรอาหารทางธรรมชาติของประเทศทั้งในภาวะปกติและในยามที่เกิดภัยพิบัติ หรือในกรณีการก่อการร้ายในความมั่นคงทางอาหาร อันนำไปสู่พลังที่จะจุดประกายทางความคิดให้สังคมไทยตื่นตัวในเรื่องของอาหาร เพื่อความไม่ประมาทและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับแผ่นดิน สร้างความตื่นตัวในเชิงนโยบายสาธารณะที่ว่า อาหารที่ผลิตในแผ่นดินไทย “ต้องเพื่อรับใช้คนไทย ไม่ใช่เพื่อคนอื่น” 
จัดทำโดย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล (วปส.)
สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)


ที่มา : http://www.hiso.or.th/hiso5/report/report2012T.php

Monday, April 29, 2013

ผู้เชี่ยวชาญพบว่าสารเคมีในเนื้อแดงเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและโรคเส้นเลือดอุดตัน



นักวิทยาศาสตร์อเมริกันเปิดเผยว่าได้ค้นพบสารเคมีในเนื้อแดงที่น่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งนอกจากไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลที่ไปอุดตันเส้นเลือดและก่อให้เกิดโรคหัวใจ

บรรดาแพทย์มักแนะนำให้ผู้ป่วยโรคหัวใจควบคุมปริมาณเนื้อเเดงที่รับประทานให้น้อยลง รวมทั้งเนื้อสเต็กและเนื้อแกะ เนื่องจากไขมันและคอเลสเตอรอลในเนื้อแดงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด
 
แต่ทีมผู้เชี่ยวชาญเปิดเผยว่าอาหารประเภทเนื้อแดงไม่ใช่ปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจเพียงอย่างเดียว ทีมนักวิจัยที่ Cleveland Clinic ในรัฐ Ohio ค้นพบสารเคมีชนิดหนึ่งที่เรียกว่า สารคาร์นิทีน (carnitine) เมื่อสารเคมีตัวนี้ถูกย่อยโดยเชื้อเเบคทีเรียในลำใส้ จะผลิตสารอีกชนิดหนึ่งออกมาเรียกว่า สาร TMOA เป็นสารที่พบในปริมาณสูงในกลุ่มคนที่นิยมรับประทานเนื้อแดงและเชื่อว่าเป็นสารเคมีที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
 
คุณสจ็วต ไซเดซ เป็นผู้อำนวยการสถาบันหัวใจ MedStar Heart Institute ในกรุงวอชิงตัน เขากล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าข้อมูลที่ว่ามีผลเสียจากเนื้อแดงนอกเหนือไป จากไขมันอิ่มตัวเป็นข้อมูลที่รู้กันมาพักใหญ่แล้ว แต่ผลการศึกษานี้เป็นข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ชิ้นแรกที่สามารถอธิบายข้อสงสัยนี้ให้ชัดเจนขึ้น
 
ทีมนักวิจัยที่ Cleveland Clinic ได้ทำการศึกษาสุขภาพของคนจำนวนมากกว่า 2,500 คนโดยวัดระดับสารคาร์นิทีนและสาร TMOA ในกระเเสเลือดหลังจากรับประทานเนื้อสเต็ก
 
ในการทดลอง ทีมนักวิจัยยังให้ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติและคนที่ไม่รับประทานผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกประเภท รวมทั้งไข่และเนยแข็ง รับประทานสเต็กด้วย  แล้วนำผลตรวจเลือดหาระดับสารเคมีในคนกลุ่มนี้ไปเปรียบเทียบกับผลตรวจของคนที่รับประทานเนื้อแดงเป็นประจำ
 
นักวิจัยพบว่ากลุ่มคนที่รับประทานเนื้อแดงเป็นประจำมีระดับสาร TMOA ในระดับสูงที่สุด ส่วนคนที่ปกติไม่รับประทานเนื้อแดง ไข่และเนยแข็งเลย มีระดับสารตัวนี้ในเลือดต่ำมากจนถึงไม่มีเลย นักวิจัยเชื่อว่านี่เป็นเพราะว่าคนกลุ่มหลังนี้ไม่มีเเบคทีเรียในลำใส้ที่ทำหน้าที่ย่อยสารคาร์นิทีนในเนื้อแดงให้กลายเป็นสาร TMOA
 
นอกเหนือไปจากนี้ ทีมนักวิจัยยังได้ศึกษาสารเคมีตัวนี้ในหนูทดลองด้วย โดยพบว่าหนูทดลองที่กินอาหารที่มีสาร TMOA ผสมอยู่ในปริมาณสูงเริ่มมีอาการเส้นเลือดอุดตัน และเมื่อทีมนักวิจัยทดลองกำจัดแบคทีเรียในลำใส้ของหนูที่ทำหน้าที่ย่อยสารคาร์นิทีนให้เป็นสาร TMOA หนูทดลองเริ่มหายจากอาการเส้นเลือดอุดตัน
 
คุณสต็วจ ไซเดซ ผู้อำนวยการสถาบันหัวใจเมดสตาร์กล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่านี่หมายความว่าในวันหนึ่งข้างหน้าเราอาจจะสามารถควบคุมโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะกำจัดเชื้อแบคทีเรียในลำใส้ แม้จะยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นแบคทีเรียตัวใหน เมื่อไม่มีแบคทีเรียในลำใส้ ร่างกายก็ไม่สามารถย่อยสารคาร์นิทีนให้กลายเป็นสาร TMOA ที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุให้เกิดโรคหัวใจ
 
เขากล่าวว่าข้อมูลที่ได้จากการศึกษานี้เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจและจะนำไปสู่การค้นหาคำตอบแก่คำถามต่างๆมากมายเกี่ยวกับโรคหัวใจ
 
สารคาร์นิทีนพบในปริมาณต่ำในเนื้อปลาและเนื้อไก่ และยังพบในผักบางชนิดและข้าวสาลี ตลอดจนในคนที่รับประทานเม็ดอาหารเสริม คุณไซเดซ กล่าวว่ายังเร็วเกินไปที่จะเเนะนำให้คนหลีกเลี่ยงอาหารอื่นๆที่มีสารคาร์นิทีนนอกเหนือไปจากเนื้อแดง

ที่มา : http://www.voathai.com/content/meat-chemical-heart-disease-tk/1650604.html
  

Tuesday, April 23, 2013

แฉ!!! ภัยซุปก้อนทำไตพัง



แฉ!!! ภัยซุปก้อนทำไตพัง



สธ.ขแถลงข่าวในรอบ 10 ปีคนไทยมีแนวโน้มป่วยโรคไตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุใหญ่ที่สุดร้อยละ 60 เกิดจากเบาหวานและความดันโลหิตสูง โรคนี้มีคนป่วยรวมเกือบ 15 ล้านคน ที่เหลือเกิดจากโรคนิ่วในไต ติดเชื้อที่ไต และเกิดจากการกินยาแก้ปวดติดต่อกันนานๆ และพบในผู้ป่วยโรคเอสแอลอี

ข้อมูลล่าสุดพบคนไทยป่วยเป็นโรคไตร้อยละ 17.5 ของประชากร หรือประมาณ ล้านคน ป่วยเพิ่มปีละกว่า 7,800 ราย มีผู้ป่วยที่ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ประมาณ 40,000 ราย ต้องผ่าตัดเปลี่ยนไตใหม่หรือที่วงการแพทย์เรียกว่าปลูกถ่ายไต ขั้นตอนการรักษายุ่งยากและค่าใช้จ่ายสูง ปีละประมาณ แสนบาทต่อคน และยังมีข้อจำกัดหลักคือขาดแคลนผู้บริจาคไต จึงต้องรักษาเพื่อยืดอายุโดยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือล้างของเสียออกทางหน้าท้อง ปี 2555 มีผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายไตเพียง 400 รายเท่านั้น

ผงแป้งปรุงรสหรือซุปก้อน มีปริมาณโซเดียมในผงปรุงรส สูงกว่าผงชูรสถึง 2-3 เท่าตัว เทียบในปริมาณ ช้อนชา ผงชูรสมีโซเดียม 492 มิลลิกรัม ผงแป้งปรุงรสมี 815 มิลลิกรัม และซุปก้อนขนาด 10 กรัมมีโซเดียม 1,760 มิลลิกรัม ส่วนน้ำปลามี 400-500 มิลลิกรัม

จึงขอให้ผู้ปรุงอาหารลดปริมาณเกลือ ผงชูรส เครื่องปรุงรสต่างๆ ลง และลดการบริโภคเบเกอรี่ ขนมปัง ขนมเค้ก ซึ่งจะมีผงฟูเป็นส่วนผสม รวมทั้งอาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง อาหารหมักดอง และขนมกรุบกรอบ อาหารกึ่งสำเร็จรูป ซึ่งมีสารกันบูด และผงปรุงรสผสมอยู่ จึงมีสารโซเดียมในปริมาณสูงเช่นกัน

ขอบคุณ : ข่าวสด

แนะนำ งานวิจัย ม.เกษตรฯ คิดค้น ได้รางวัลชนะเลิศ นวัตกรรมผงปรุงครบรสหอมหัวใหญ่ จากธรรมชาติเพื่อสุขภาพ ปลอดสารเคมี โซเดียมต่ำกว่า 710 mg % (ท้องตลาดอยู่ที่ 1,500 - 2,450 mg% ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค มาดูแลสุขภาพคุณ คนที่คุณรักและห่วงใย กับ Kuu Ne คูเน่ ... โภชนาการคุณค่า เพื่อชีวิตที่ยืนยาว หาซื้อได้ที่ Central Food Hall, Tops Market, Tops Super, Lemon Farm, Golden Place และร้านค้าสุขภาพทั่วไป
(อนุภาคหอมหัวใหญ่เกาะตัวกันตามธรรมชาติโดยปราศจากสารเคมี ผลิตจากธรรมชาติ 100%)

Tuesday, April 16, 2013

Bangkok Halal 2013 มหกรรม ฮาลาล กรุงเทพฯ

    Kuu Ne คูเน่ นวัตกรรมผงปรุงครบรสหอมหัวใหญ่ จากธรรมชาติเพื่อสุขภาพ ปลอดสารเคมี
กับหลากหลายเมนูสร้างสรรค์ อาหารฮาลาล มัสหมั่นไก่ ซุปหางวัว ข้าวหมกไก่ มะตะบะ ...  ประชาสัมพันธ์งานมหกรรมฮาลาลกรุงเทพฯ 26 - 28 เม.ย. 56  ณ ลานพลาซ่า สนามกีฬาหัวหมาก



Thursday, April 4, 2013

หลากหลายเมนูอร่อยอริยะ ชมรมอาหารมังสวิรัติแห่งประเทศไทย




       บริษัท ปกธนพัฒน์ จำกัด เครื่องหมายการค้า คูเน่  ขอกราบขอบพระคุณ ศาสตาจารย์เกียรติคุณ ดร.พิชัย โตวิวิชญ์ ประธานชมรมอาหารมังสวิรัติแห่งประเทศไทย นายกสมาคมมังสวิรัติไทย ให้การสนับสนุนและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ Kuu Ne คูเน่ นวัตกรรมผงปรุงครบรสหอมหัวใหญ่ ทั้งชนิดดั้งเดิม (ซองแดง) ชนิดโซเดียมต่ำ (ซองขาว) และชนิดกิโลกรัม (ซองฟอล์ย) สำหรับใช้ในครัวของโรงอาหาร อีกทั้ง Red Yeast Rice อาหารเสริมจากข้าวแดง จากธรรมชาติ ช่วย ลดคลอเลสเตอรอล ลดไขมัน ลดการเสื่อมของไขข้อ และบำรุงสมอง ด้วยสาร GABA ที่ได้จากข้าวแดง ทุกผลิตภัณฑ์ของเราเป็นผลงานวิจัยดีเด่นของ ม.เกษตรศาสตร์ ผ่านการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์จากสถาบันอาหาร โดยท่านไปบุคคลแรกที่เจาะจงซื้อทุกผลิตภัณฑ์ที่มีอยู๋ของ บริษัท ปกธนพัฒน์ จำกัด ไปบริโภคและให้ใช้ในโรงครัวของชมรมอาหารมังสวิรัติแห่งประเทศไทย ทางเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง  ท่านคือหนึ่งในผู้อาวุโส ที่ฉลาดคิด ฉลาดเลือก ฉลาดบริโภค สมกับคำว่า สุขภาพดี อยู่ร้อยปี ชีวีเป็นสุข ก็ขอขอบพระคุณท่านที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีเนื้อสัตว์ และสารเคมี ด้วย
Kuu Ne คูเน่ ... โภชนาการคุณค่า เพื่อชีวิตที่ยืนยาว 

ส่วนหนึ่งของแบบอย่างอาหารมังสวิรัติ เลือกหารับประทานกันนะ




 อิ่มกาย อิ่มใจ อิ่มบุญไปตามๆกัน 

ที่มา ... สำนักปู่สวรรค์ ถ.เพชรเกษม 65  บางแค

Tuesday, April 2, 2013

Kuu Ne คูเน่ Low Sodium มีจำหน่ายแล้วที่ Central food hall, Tops market, Tops supper เลือกคุณค่าใกล้ๆคุณ


สถานที่จำหน่ายสินค้า

Kuu Ne คูเน่  ซองขาว โซเดียมต่ำ หาซื้อได้ที่ Tops Market , Supper และ Central Food Hall ทุกสาขา
Kuu Ne คูเน่  ซองแดง  หาซื้อได้ที่ Golden Place, Lemon Farm,  ร้านสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด ทุกสาขาชมรมมังสวิรัติ แห่งประเทศไทย สาขาจตุจักร, รอบๆพลังบุญ บางกะปิ - ร้านทิพย์อาหารเจ ร้านสมหวังในบุญ 
และร้านพิมพ์บุญ,  ม.เกษตรศาสตร์  บางเขน – สถาบันอาหาร  และFarmer Shop, เสถียรธรรมสถาน,  
เอเดนช๊อปร้านโป๊ะผักร้านดีเฮลท์ ร้านค้าสวัสดิการ รพ.นพรัตน์ราชธานีรพ.มิชชั่น,  
บ้านสวนไผ่  (A.J. Healthy Foods)  พหลโยธินร้านสุวรรณภูมิเพื่อสุขภาพและความงาม ตรงข้ามรพ.เปาโล 
สะพานควายร้านค้าสวัสดิการกองทัพอากาศ ดอนเมืองร้านเชซู (ป้าสุ) ตลาดบองมาร์เช่
 ร้านอาหารแมรี่โรส ไทย สมุทรสาคร ถ.พระราม 2 กม. 74.5
 

สนใจสินค้า บริโภคเอง หรือ จัดจำหน่าย
ติดต่อ บริษัท ปกธนพัฒน์ จำกัด
โทร. 0 2956 6118โทรสาร  0 2956 6117
มือถือ  086-791 7007  คมชาญ

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More